คำนำ
"โรคเอดส์และตัวท่าน" เป็นคู่มือให้ความรู้เรื่องโรคเอดส์แก่ประชาชนที่เขียนขึ้นมาตั้งแต่ปี 2530 โดยมีการปรับปรุงเนื้อหาเป็นครั้งคราว ครั้งสุดท้ายที่ปรับปรุงก็คือเมื่อปี 2541 ซึ่งก็ล่วงเลยมา 3 ปีแล้ว โรคเอดส์และตัวท่านปี 2544 มีเนื้อหาเปลี่ยนแปลงไปบ้างพอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการดูแลรักษา เรื่องยาต้านไวรัสเอดส์ซึ่งมียามากชนิดขึ้น ราคาบางตัวถูกลง แต่คนไทยและประเทศไทยก็ยังจนอยู่ จะทำอย่างไรกันดี! ด้วยความปรารถนาดี
ศาสตราจารย์ นายแพทย์ประพันธ์ ภานุภาค
ผู้อำนวยการ ศูนย์โรคเอดส์สภากาชาดไทย
มกราคม 2544
สารบัญ
1.บทนำ
โรคเอดส์เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเอช-ไอ-วี (HIV หรือ Human Immunodeficiency Virus)
ซึ่งจะโจมตีเม็ดเลือดขาวหลายชนิดในร่างกายทำให้เม็ดเลือดขาวทำงานไม่ดีหรือถูกทำลายไปในที่สุด
มีผลทำให้ภูมิต้านทานของร่างกายอ่อนแอลง ทำให้เกิดโรคติดเชื้อแทรกซ้อนต่างๆ ได้ง่าย
บางโรคก็มียารักษา บางโรคก็ยังไม่มียารักษา รักษาโรคหนึ่งหายก็จะเป็นอีกโรคหนึ่ง
ทำให้สุขภาพทรุดโทรมลงไปเรื่อยๆจนเสียชีวิตในที่สุด ในปัจจุบันยังไม่มียาอะไรที่จะกำจัดเชื้อเอช-ไอ-วี
ให้หมดไปจากร่ายกายได้ จะมีก็แต่ยาที่จะลดปริมาณเชื้อลงจน ถึงระดับที่จะไม่ไปทำอันตรายระบบภูมิต้านทานของร่างกาย
แต่ยาราคาแพง และต้องกินไปเรื่อยๆ คนที่ไม่มีสตางค์จะซื้อยากินชีวิตก็จะสั้น ฟังดูแล้วโรคเอดส์ก็น่าจะเหมือนโรคเรื้อรังทั่วไปที่ต้องกินยารักษาไปเรื่อยๆ
แต่ในความเป็นจริงแล้ว โรคเอดส์ไม่ใช่เป็นโรคทาง กายอย่างเดียว แต่มีผลกระทบทางด้านจิตใจต่อผู้ป่วยและครอบครัวมากกว่าโรคร้ายๆ
อื่นๆ เช่นมะเร็งหลายเท่าตัว คนที่ติดเชื้อหรือครอบครัวของคนที่ติดเชื้อจะไม่กล้าเล่าให้คนอื่นฟังว่าตนเอง
หรือญาติของตนเองติดเชื้อ เพราะกลัวคนอื่นจะรังเกียจหรือดูถูก นอกจากนี้โรคเอดส์ยังมีผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจ
และสังคมทั้งในระดับครอบครัว และระดับประเทศ จนเป็นที่คาดกันว่าบางประเทศอาจล่มสลายเพราะโรคนี้
ด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงมีความจำเป็นที่จะต้องนำเรื่องโรคเอดส์มาพูดกันบ่อย ๆ เพื่อเตือนสติป้องกันไม่ให้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น
เพราะเป็นโรคที่ป้องกันได้ และเพื่อลดผลกระทบจากโรคเอดส์ในผู้ที่ติดเชื้อแล้วให้เบาบางลง
2.ประวัติโรคเอดส์
โรคเอดส์มีการรายงานเป็นครั้งแรกในปีพ.ศ. 2524 ในประเทศสหรัฐอเมริกา นับถึงปัจจุบันก็ได้
20 ปีแล้ว โดยพบว่าชายรักร่วมเพศ(เกย์) และคนที่ฉีดยาเสพติดตามเมืองใหญ่ๆ ในสหรัฐอเมริกา
ป่วยเป็นโรคติดเชื้อซึ่งโดยปกติแล้วจะพบในคนที่ภูมิต้านทานไม่ดีเช่น คนแก่ คนที่เป็นมะเร็ง
หรือคนไข้ที่ได้รับยากดภูมิต้านทาน จึงเรียกโรคที่พบใหม่นี้ว่าโรคภูมิต้านทานบกพร่อง
หรือโรคเอดส์ (AIDS ย่อมากจากคำว่า Acquired= เกิดขึ้นภายหลัง ไม่ใช่เป็นแต่กำเนิด,
Immune= ภูมิคุ้มกัน, Deficiency= บกพร่องหรือเสียไป, Syndrome= กลุ่ม อาการหรือมีอาการได้หลาย
ๆ อย่าง) ดังนั้นโรคเอดส์จึงเป็นกลุ่มอาการที่เกิดจากภูมิคุ้มกันของร่างกายบกพร่องไปซึ่งไม่ได้เป็นมาโดย
กำเนิดและจากการที่เกิดโรคเอดส์ขึ้นพร้อมๆ กันในคนเฉพาะกลุ่ม(เกย์ และคนที่ติดยาเสพติด)
จึงทำให้สงสัยว่าโรคเอดส์น่าจะเป็นโรคติดต่อ โดยติดต่อแพร่กระจายในคนกลุ่มนั้น
ๆ จึงมีความพยายามที่จะแยกหรือเพาะเลี้ยงเชื้อจากเลือด และสิ่งคัดหลั่งของผู้ที่เป็นโรคเอดส์
จน ในที่สุดในปีพ.ศ. 2526 ศาสตราจารย์โรเบิร์ต กาลโล (Robert Gallo) จากสหรัฐอเมริกา
และศาสตราจารย์ลุค มอนทาเนียร์
(Luc Montagnier) จากฝรั่งเศสก็สามารถแยกเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคเอดส์ได้
เรียกชื่อไวรัสนี้ว่า เอช-ไอ-วี HIV=Human Immunodeficiency Virus หรือไวรัสที่ทำให้เกิดภาวะภูมิต้านทานบกพร่องในคน)
ปัจจุบันพบว่าเชื้อเอช-ไอ-วี มีมากกว่า 10 สายพันธุ์ กระจัดกระจายอยู่ตามประเทศต่าง
ๆ ทั่วโลกที่พบในประเทศไทยมี 2 สายพันธุ์ คือสายพันธุ์ B ซึ่งแพร่ระบาดในกลุ่มเกย์
และคนที่ติดยาเสพติด กับสายพันธุ์ E หรือ A/E ซึ่งแพร่ระบาดในคนที่มีเพศสัมพันธ์ระหว่างชายกับหญิง
สายพันธุ์ที่ต่างกันมีความสำคัญในการพัฒนาวัคซีนที่จะใช้กับกลุ่มคนหรือประเทศที่ต่างกัน
และอาจมีความสำคัญในการทดสอบตรวจหาเชื้อ ซึ่งในบางกรณีอาจต้องใช้น้ำยาที่ใช้กับสายพันธุ์นั้นๆ
โดยเฉพาะ
สำหรับประวัติของโรคเอดส์ในประเทศไทยนั้น โรคเอดส์เริ่มเข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่ปี2527
และเริ่มพบคนไข้ที่อยู่ในประเทศ ไทยเองตั้งแต่ปี2528 โดยในช่วง 3-4 ปีแรก แพร่ระบาดส่วนใหญ่ในกลุ่มเกย์
ต่อมาปีพ.ศ. 2531 จึงเริ่มแพร่ระบาดในกลุ่มที่ติดยาเสพติด โดยการฉีด ปีถัดมาจึงเริ่มระบาดเข้าไปในกลุ่มหญิงบริการทางเพศ
ในปี 2533 เริ่มพบว่าชายที่เที่ยวหญิงบริการและเป็นกามโรคมีการติดเชื้อเอดส์เพิ่มสูงขึ้น
และตั้งแต่ปี 2534 เป็นต้นมา โรคเอดส์ก็แพร่เข้าไปในสถาบันครอบครัวเต็มรูปแบบ กล่าวคือสามีแพร่ให้ภรรยา
ภรรยาตั้งครรภ์ก็ถ่ายทอดไปสู่ลูก เลยทำให้ระบาดไปเป็นวงกว้างอย่างรวดเร็วคล้ายไฟลามทุ่ง
เพราะสังคมหรือสถาบันชาติประกอบด้วยสถาบันครอบครัวย่อยๆมารวมกัน
[UP TO TOP]
3.ไวรัสเอดส์ทำให้เกิดโรคได้อย่างไร ?
ไวรัสเอดส์(HIV) มีสายพันธุกรรมหรือยีนส์เป็นอาร์-เอ็น-เอ (RNA) แทนที่จะเป็นดี-เอ็น-เอ(DNA)
เหมือนกับเซลล์ของสิ่งมีชีวิตชั้นสูงทั่วไป สายพันธุกรรมจะถูกอัดแน่นอยู่ในแกนกลาง
ซึ่งจะถูกห่อหุ้มอีกชั้นหนึ่งด้วยเปลือกนอกซึ่งมีปุ่มยื่นออกมาภายนอก (รูปที่ 1
ปุ่มเหล่านี้ (ซึ่งมีชื่อว่า gp120) มีความสำคัญในการไปเกาะติดกับเซลส์ของร่างกายที่ไวรัสเอดส์จะบุกรุกเข้าไป
เซลล์เหล่านี้จะมีโปรตีนพิเศษบนเซลล์ (เรียก CD4) ซึ่งพอเหมาะที่จะใ ห้gp120 ของไวรัสมาเกาะ
เมื่อเกาะแล้ว ไวรัสเอดส์จึงจะเข้าสู่เซลล์ของร่ายกายได้ โดยถอดเปลือกนอกออก เอาแต่สายพันธุกรรมหรอือาร์-เอ็น-เอ
ของไวรัสเข้าไปในเซลล์
เมื่อเข้าไปภายในเซลล์ ไวรัสเอดส์จะสามารถเปลี่ยนสายพันธุกรรมของมันจาก อาร์-เอ็น-เอ
ให้กลายเป็น ดี-เอ็น-เอ ซึ่งจะสามารถสอดแทรกเข้าไปในสายพันธุกรรมของเซลล์ร่างกายซึ่งเป็น
ดี-เอ็น-เอได้ เมื่อสอดแทรกเข้าไปเรียบร้อยแล้ว เวลาเซลล์ของร่างกายแบ่งตัวก็จะมีสายพันธุกรรมชนิด
ดี-เอ็น-เอของไวรัสแบ่งตัวตามเข้าไปอยู่ในเซลล์ใหม่ด้วย ทำให้ไวรัสเอดส์ถูกกำจัดให้หมดจากร่างกายได้ยาก
ในขณะเดียวกันไวรัสเอดส์ในเซลล์ก็สามารถแบ่งตัวได้ด้วย โดยเปลี่ยนสายพันธุกรรมกลับมาเป็น
อาร์-เอ็น-เอ และสร้างโปรตีนมาเป็นเปลือกห่อหุ้มตัวแล้วแตกตัวออกจากเซลล์ที่อาศัยอยู่เดิม
ไปบุกรุกเซลล์อื่นต่อไป โดยเซลล์เดิมอาจถูกทำลายหรือตายได้
เซลล์ของร่างกายคนที่สามารถถูกไวรัสเอดส์บุกรุกเข้าไปได้ส่วนใหญ่ จะเป็นเซลล์ที่มี
CD4 อยู่บนผิวเซลล์ ที่สำคัญได้แก่เม็ดโลหิตขาวชนิดลิมโฟซัยท์(Lymphocyte) โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวก
ที-ลิม-โฟ-ซัยท์ ซึ่งมีหน้าที่ถูกทำลายไปภูมิต้านทานของร่างกายก็จะเสียไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งภูมิต้านทานชนิดอาศัยเซลล์
ซึ่งใช้ต่อสู้หรือกำจัดจุลชีพง่ายๆ ที่มีอยู่ทั่วไป และกำจัดเซลล์มะเร็งทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสติดเชื้อที่เกิดขึ้นจากจุลชีพจำพวกฉกฉวยโอกาสเหล่านี้ได้ง่าย
และเป็นมะเร็งบางชนิดได้ง่าย ซึ่งก็เป็นกลุ่มอาการของโรคเอดส์นั่นเอง นอกจากนี้
ไวรัสเอดส์ยังสามารถบุกรุกเข้าไปในเซลล์อื่นๆ เช่นเซลล์ที่เกี่ยวกับการรับรู้สิ่งแปลกปลอม
เซลล์สมอง และเซลล์ของ เยื่อบุทางเดินอาหารเป็นต้น ผลลัพธ์คือทำให้ภูมิต้านทานของร่างกายเสียไป
และมีอาการทางสมอง หรือทางเดินอาหารได้
เนื่องจากไวรัสเอดส์พบส่วนใหญ่ในเม็ดโลหิตขาว ดังนั้นเลือดของผู้ป่วยจึงมีเชื้อเอดส์อยู่มากที่สุดรองลงมาเป็นน้ำกามของผู้ชาย
และน้ำเมือกที่อยู่ในช่องคลอดของผู้หญิง โดยถ้ายิ่งมีเม็ดโลหิตขาวปะปนอยู่ในน้ำเหล่านี้มากก็ยิ่งมีไวรัสเอดส์อยู่มาก
ส่วนน้ำลาย น้ำตา และสิ่งคัดหลั่งอื่นๆ ของผู้ป่วย ก็อาจพบมีไวรัสเอดส์ปะปนอยู่ได้บ้างแต่มีปริมาณน้อยมากๆ
ขึ้นอยู่กับปริมาณของเม็ดโลหิตขาวที่ปะปนอยู่ในสิ่งคัดหลั่งหรือในสิ่งขับถ่ายเหล่านี้
ดังนั้นเหงื่อน้ำลาย น้ำตา และปัสสาวะของคนที่ติดเชื้อเอดส์จึงไม่เป็นอันตรายต่อผู้อื่นนอกจากจะมีเลือดปน
5. จะทราบได้อย่างไรว่ามีการติดเชื้อเอดส์
?
การตรวจเลือดเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะบอกว่ามีการติดเชื้อไวรัสเอดส์หรือไม หลักการของการตรวจเลือดเอดส์ก็คือการดูว่าในเลือดมีแอนติบอดีย์หรือภูมิคุ้นเคยที่ทำปฎิกิริยากับไวรัสเอดส์หรือไม่
ถ้ามีก็จะทำให้เปลี่ยนสีของน้ำยาที่ใช้ทดสอบในกรณีที่ชุดทดสอบนั้นใช้หลักการของอีไลซ่า
(ELISA) หรือทำให้มีการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติอื่นๆ แล้วแต่วิธีการของชุดทดสอบที่ใช้วิธีทดสอบบางชนิดอาจใช้เวลาเพียง
2 นาที ก็ทราบผลแล้ว นอกจากจะใช้เลือดในการทดสอบการติดเชื้อเอดส์แล้วยังสามารถใช้น้ำลายและปัสสาวะได้ด้วย
ทำให้ไม่ต้องเจ็บตัว จากการเจาะเลือดและได้ความแม่นยำเกือบเท่าการใช้เลือดตรวจ
การใช้น้ำลาย หรือปัสสาวะตรวจเอดส์แทนเลือดได้นั้น ไม่ได้แปลว่าน้ำลายหรือปัสสาวะแพร่เชื้อเอดส์ได้
เพราะเป็นการตรวจหาแอนติบอดีย์หรือภูมิคุ้นเคยที่อยู่ในน้ำลายหรือปัสสาวะไม่ได้ตรวจหาตัวไวรัสเอดส์เอง
วิธีตรวจเลือดเอดส์หรือตรวจน้ำลายที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันมีความไวและความแม่นยำสูงมาก
คือ มีความไวสูงถึง 99.8-100% กล่าวคือคนที่มีการติดเชื้อเอดส์ 1,000 คนอาจตรวจพบเลือดเอดส์บวก
998 คน ซึ่งก็นับว่าดีมาก ๆ แต่ยังมีอีก 2 คนใน 1,000 คนที่ยังอาจตรวจไม่พบในทำนองเดียวกัน
คนที่ไม่มีการติดเชื้อเอดส์ 1,000 คนไปตรวจเลือด อาจพบว่า 998 คนจะมีเลือดเอดส์ลบ
แสดงว่ามี ความแม่นยำหรือความจำเพาะถึง 99.8% แต่ก็ยังมีอีก 2 คนใน 1,000 คน ที่จะมีเลือดเอดส์บวกซึ่งจะมีผลกระทบทางด้านจิตใจและสังคมอย่างมากมาย
จึงจำต้องทดสอบยืนยันให้แน่นอนเสียก่อน โดยอาจใช้ชุดทดสอบอีไลซ่าของอีกบริษัทหนึ่งหรือใช้วิธีทดสอบที่มีหลักการที่แตกต่างกัน
เช่น วิธีพาร์ติ-เคิล แอ๊กกลูติเนชั่น เป็นต้นด้วยเหตุผลที่ว่าการทดสอบเอดส์อาจมีทั้งผลบวก
และผลลบเทียมและมีผลกระทบมากมายต่อผู้ถูกทดสอบโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ผลทดสอบออกมาเป็นบวก
บางคนถึงกับฆ่าตัวตายเลยก็มี ดังนั้นจึงควรต้องมีการให้คำปรึกษาแนะนำที่ดีก่อนและหลังการทดสอบทุกครั้ง
เพื่อให้เข้าใจถึงประโยชน์และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการตรวจเอดส์ และความหมายของการทีมีผลเลือดเอดส์เป็นลบหรือเป็นบวก
เพื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไม่ให้ติดเชื้อเอดส์ขึ้นมาในอนาคต หรือไม่แพร่เชื้อเอดส์ให้ผู้อื่น
การให้คำปรึกษาแนะนำ
ก. การให้คำปรึกษาแนะนำก่อนการทดสอบเอดส์
(1) จะต้องมีการอธิบายให้ผู้มาขอรับการทดสอบเข้าใจว่าการตรวจเลือดเอดส์นั้นเป็นอย่างไร
เป็นการตรวจว่ามีภูมิคุ้นเคยต่อไวรัสโรคเอดส์หรือไม่ ไม่ได้บอกว่าเป็นโรคเอดส์แล้วเสมอไป
และเวลานี้ก็คงจะยังมีไวรัสโรคเอดส์อยู่ในตัวซึ่งการที่เป็นโรคเอดส์แล้วชีวิตอาจจะสั้นแต่การที่ติดเชื้อเฉยๆอาจมีชีวิตอยู่ไปได้อีก
10-15 ปี แต่มีไวรัสเอดส์ในตัวซึ่งสามารถแพร่ไปสู่คนอื่นๆได้
(2) จะต้องถามเหตุจูงใจหรือเหตุผลในการขอตรวจเอดส์ เพราะตัวเองไปมีพฤติกรรมเสี่ยงมา
จึงอยากรู้ว่าเพลี่ยงพล้ำมีการติดเชื้อเอดส์หรือไม่ หรือว่าถูกนายจ้างบังคับให้ตรวจหรือมาตรวจ
ๆ ตามคนอื่นหญิงบริการหลายคนเข้าใจว่า การตรวจเลือดเอดส์เป็นวิธีการหนึ่งในการป้องกันตนเองจากโรคเอดส์
เป็นต้น ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง
(3) จะต้องถามว่าถ้ารู้ว่าผลเลือดเป็นลบเขาจะทำอะไร (ซึ่งหญิงบริการหลายคนตอบว่าจะได้ทำงานต่อไป)
หรือถ้าผลเจาะเลือดเอดส์เป็นบวกเขาจะทำยังไง ถ้าตอบว่าเลือดเอดส์บวกจะได้ฆ่าตัวตายเช่นนี้ก็ต้องคุยกันนานหน่อยหรืออาจไม่เจาะตรวจให้เลยก็ได้ในขณะนั้น
ข. การให้คำปรึกษาในกรณีที่ผลการทดสอบเป็นลบ
(1) จะต้องอธิบายให้ผู้ที่ผ่านการตรวจเอดส์แล้ว ให้เข้าใจว่าแม้ผลจะเป็นลบ เขาก็ยังอาจมีการติดเชื้อเอดส์อยู่ในตัวซึ่งสามารถแพร่ไปสู่ผู้อื่นได้เพราะ
2 คนใน 1,000 คน ที่ติดเชื้ออาจให้ผลเลือดเอดส์เป็นลบได้ ซึ่งอาจเป็นเพราะว่ายังเร็วเกินไปที่จะตรวจพบเนื่องจากยังอยู่ในระยะฟักตัวของการที่มีเลือดบวกคือช่วง
2-3 เดือนแรกภายหลังได้รับเชื้อเข้าไป หรืออาจเป็นเพราะว่าภูมิต้านทานของเขาไม่ดี
จึงไม่สามารถสร้างแอนติบอดีย์หรือภูมิคุ้นเคยต่อไวรัสเอดส์ได้ ดังนั้นเพื่อความไม่ประมาท
จึงควรใส่ถุงยางอนามัยเวลาที่จะมีเพศสัมพันธ์กับภรรยาและไม่ไปบริจาคเลือดให้กับผู้อื่น
รออีก 3 เดือน จึงไปตรวจอีกครั้งให้มั่นใจ
(2) การที่มีเลือดเอดส์ลบ ไม่ใช่เป็นหนังสือรับรองว่า เขาสามารถมีพฤติกรรมเสี่ยงต่อไปได้เพราะปลอดภัยแล้ว
ในทางกลับกัน การที่ผลตรวจเลือดเอดส์ยังเป็นลบอยู่ทั้งๆ ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอดส์ควรถือเป็นศุภฤกษ์ที่ตัวเองจะเปลี่ยนหรือปรับพฤติกรรมเสี่ยงนั้นเสีย
ให้ไม่เสี่ยงหรือเสี่ยงน้อยลง แทนที่จะเสี่ยงต่อไปเรื่อยๆ แล้วต้องใจหายใจคว่ำกับการตรวจเลือดแต่ละครั้ง
ดังนั้นการที่ได้ผลเลือดเอดส์เป็นลบจึงเป็นโอกาสดีที่จะให้คำปรึกษาแนะนำ เพื่อให้เขาเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงได้
ไม่ใช่สักแต่ส่งผลการตรวจเลือดออกไปเฉยๆ
ค. การให้คำปรึกษาในกรณีที่ผลเลือดเอดส์เป็นบวกจริง
(1) ห้ามบอกผลทางโทรศัพท์หรือทางไปรษณีย์
(2) ควรให้มารับทราบผลการตรวจจากแพทย์หรือเจ้าหน้าที่โดยตรง เพื่อจะได้ทราบพฤติกรรมเสี่ยง
จะได้ตรวจร่างกาย และให้คำปรึกษาแนะนำ พร้อมทั้งจะได้เจาะเลือดตรวจเอดส์ซ้ำอีกครั้งหนึ่ง
เพื่อป้องกันการสลับหลอดเลือดกันหรือความผิดพลาดทางเทคนิคอื่นๆ
(3) ในกรณีที่ยังไม่ทราบผลการทดสอบยืนยัน และมีความจำเป็นที่จะต้องให้คำปรึกษาแนะนำไปก่อนก็อธิบายให้เข้าใจว่าการทดสอบเอดส์อาจมีผลบวกเทียมได้
ให้รอคอยผลการทดสอบยืนยัน พร้อมทั้งให้คำปรึกษาแนะนำเชิงไม่ไปแพร่เชื้อให้ผู้อื่นไปพลางก่อน
(4) ควรให้ผู้ติดเชื้อทราบว่าการมีเลือดเอดส์บวก ไม่ได้บอกว่าจะต้องเป็นโรคเอดส์เต็มขั้นหรือต้องตายเสมอไป
จะมีเพียงบางคนเท่านั้นเองที่จะมีอาการมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงตายในที่สุด บางรายอาจไม่มีอาการอะไรเลยเกิน
10 ปีขึ้นไป และถึงตอนนั้นอาจมียาชงัด ๆ ออกมารักษาก็ได้จึงอย่าเพิ่งหมดกำลังใจ
(5) ผู้ติดเชื้อควรเลิกพฤติกรรมเสี่ยง เพราะถ้าทำต่อ การได้รับเชื้อเอดส์และเชื้ออื่นๆเข้าไปอีก
จะยิ่งทำให้ภูมิต้านทานเสื่อมลงไปมากขึ้น ไวรัสเอดส์อาจกำเริบขึ้นมา และทำให้เกิดอาการมากขึ้นได้
(6) การที่มีเลือดเอดส์บวก ส่วนใหญ่จะมีไวรัสเอดส์อยู่ในตัว จึงสามารถแพร่เชื้อไปสู่คนอื่น
ๆ เขาจึงควรระวังป้องกันไม่ให้เชื้อเอดส์ในเลือดหรือในสิ่งคัดหลั่งของเขาติดไปสู่คนอื่น
เช่น ต้องใส่ถุงยางอนามัยขณะร่วมเพศ ห้ามไปบริจาคเลือด และไม่ควรใช้ของมีคมร่วมกับคนอื่น
เป็นต้น
[UP TO TOP]
6. ประโยชน์ของการตรวจเอดส์
การเจาะเลือดเอดส์มีประโยชน์ถ้าผู้ถูกเจาะมีความเข้าใจ และต้องการจะเจาะเองไม่ได้ถูกใครบังคับมา
มีการให้คำปรึกษาแนะนำอย่างดีทั้งก่อนและหลังการทดสอบผลการทดสอบถูกเก็บเป็นความลับสุดยอด
โดยรู้เฉพาะผู้ตรวจและผู้ถูกตรวจ ผลการตรวจไม่ถูกนำมาใช้ในทางที่เป็นปฏิปักษ์ต่อผู้ถูกตรวจ
เช่นการจ้างงาน การรักษาพยาบาล และสุดท้ายจะต้องมีแหล่งส่งต่อให้ผู้ติดเชื้อไปเข้ารับการรักษาพยาบาลต่อไปได้
ไม่ใช่ว่าเจาะเจอแล้วเคว้งไม่รู้จะไปติดตามที่ไหนต่อ
ถึงแม้จะเจาะเลือดแล้วพบว่าไม่ติดเอดส์ หลายคนสามารถเลิกพฤติกรรมเสี่ยงได้จากความรู้และคำปรึกษาแนะนำที่ได้รับก่อนและหลังการเจาะเลือด
บางรายใช้คำว่า "เข็ดจนตาย!"
ส่วนรายที่เจาะแล้วเอดส์บวก ก็ยังมีประโยชน์อยู่ เพราะจะได้ระมัดระวังป้องกันไม่ให้คนที่เป็นที่รักติดเชื้อเอดส์ตามตนได้
และทำให้ตนเองรู้ตัว ถ้ามีอาการผิดปกติขึ้นจะได้ไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาที่ถูกต้องโดยรวดเร็ว
หรือถ้ามียาหรือวัคซีนใหม่ ๆ เข้ามาทดลองก็อาจไปอาสาทดลองได้ ซึ่งก็จะยังมีประโยชน์ไม่มากก็น้อย
นอกจากนี้การรู้ตัวแล้วสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงก็จะช่วยให้ตัวเองไม่รับเชื้ออื่น
ๆ เพิ่มเข้าไป จะได้ไม่เป็นโรคเอดส์เต็มขั้นหรือตายเร็วตามที่กล่าวแล้ว
[UP TO TOP]
7. "คลีนิคนิรนาม" คืออะไร ?
คลินิกนิรนามในการตรวจเอดส์คือ สถานที่ที่ผู้ซึ่งอยากมีความรู้หรือมีข้อข้องใจเกี่ยวกับโรคเอดส์สามารถไปขอความรู้
คำปรึกษาและขอรับการตรวจเอดส์ได้โดยไม่ต้องบอกชื่อและที่อยู่ ทางคลินิกจะใช้รหัสเลขที่แทนชื่อของผู้มาใช้บริการ
เมื่อตรวจพบว่าติดเชื้อเอดส์จะมีเฉพาะผู้มาใช้บริการเท่านั้นที่ทราบผล ไม่มีการรายงานผลการตรวจให้เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือนายจ้างทราบ
จึงมั่นใจได้ว่าความลับจะไม่ถูกเปิดเผย สาเหตุที่ต้องมีการจัดตั้งคลินิกนิรนามขึ้นก็เพราะมีคนหลายๆคนที่มีพฤติกรรมเสี่ยง
แต่ไม่กล้าไปตรวจเอดส์ เพราะกลัวคนรู้จักหรือกลัวว่าถ้าตรวจเจอจะมีการรายงานชื่อตนไปที่เจ้าเหน้าที่ของรัฐซึ่งอาจส่งคนมาติดตามจนทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงทั้งแก่ตนเอง
และวงศ์ตระกูลได้ การกลัวความลับจะรั่วไหลทำให้ไม่กล้าไปเจาะทั้งๆ ที่ใจอยากจะรู้
ทำให้เกิดทุกข์ใจอย่างมากในบางราย บางรายก็แอบไปบริจาคเลือดเพราะรู้ว่าจะได้รับการตรวจเอดส์โดยอัตดนมัติ
บริจาคมาแล้วก็มานั่งรอใจหายใจคว่ำว่าเมื่อไหร่จะได้รับจดหมายจากธนาคารเลือด ให้ไปตรวจเลือดซ้ำใหม่
เมื่อไม่ทราบผลเลือดก็คงดำเนินพฤติกรรมเสี่ยงแพร่เชื้อต่อไปเรื่อยๆ "การไปแอบบริจาคเลือด"
ก็อาจเป็นภัยต่อผู้อื่นได้ เพราะเลือดขวดนั้นอาจยังตรวจไม่เจอว่าเลือดเอดส์บวกแต่มีเชื้อซึ่งแพร่ให้ผู้อื่นได้
ดังนั้นเพื่อแก้ปัญหาเรื่องการรักษาความลับของคนไข้จึงมีคลินิกนิรนามขึ้น
คลีนิคนิรนามของสภากาชาดไทย(โปรดสังเกตการสะกดชื่อ คำว่า "คลีนิค" ซึ่งเป็นชื่อเฉพาะของคลินิกนิรนามของสภากาชาด
ไทย) เป็นคลินิกนิรนามสมบูรณ์แบบคลินิกแรกที่ตั้งขึ้นในประเทศไทยตั้งอยู่ในบริเวณสถานเสาวภา
(กองวิทยาศาสตร์) ของสภากาชาดไทยบนมุมถนนอังรีดูนังกับพระราม 4 ใกล้กับโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
ได้เริ่มเปิดให้บริการมาตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม 2534 เปิดทำการ ระหว่างวันจันทร์ถึงวันศุกร์
เวลา 12.00-19.00 น. และวันเสาร์เวลา 9.00-12.00 น. เว้นวันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์
คลีนิคนิรนามของ สภากาชาดไทยให้บริการให้คำปรึกษาแนะนำ และตรวจเลือดเกี่ยวกับเอดส์
ไวรัสตับอักเสบบี และซิฟิลิส เพราะทั้ง 3 โรคมีวิธีการติดต่อคล้าย ๆ กัน ก่อนและหลังการตรวจทุกครั้งจะได้รับคำปรึกษาแนะนำอย่างถูกต้องจากเจ้าหน้าที่ผู้มีความรู้ความชำนาญของสภากาชาดไทย
และถ้าพบว่าเป็นโรคใดโรคหนึ่ง จะมีบริการส่งต่อผู้ป่วยไปรับการรักษาที่ถูกต้องต่อไป
ผู้สนใจสามารถโทรศัพท์ไปสอบถามดูได้ก่อนที่เบอร์ 256-4109
นอกจากนี้ ทุกวันศุกร์เช้า (8.30 - 11.30 น.) คลีนิคนิรนามของสภากาชาดไทยยังเปิดให้บริการตรวจวัดระดับ
ซีดี-4 (CD 4) ซึ่งเป็นตัวชี้บ่งระดับภูมิคุ้มกันของร่างกายให้กับผู้ติดเชื้อเอดส์แบบนิรนามด้วย
เจ้าหน้าที่จะให้คำแนะนำว่าระดับ ซีดี-4 ใดควรจะไปพบ แพทย์เพื่อรับยาป้องกันการติดเชื้อแทรกซ้อนหรือยาต้านไวรัสเอดส์
ถ้าระดับ ซีดี-4 ยังดีอยู่ก็อาจรอดูก่อน อีก 4-6 เดือนค่อยมาตรวจซ้ำ ใหม่ การรู้จักดูแลตัวเองเช่นนี้จะทำให้สามารถรับการรักษาต่าง
ๆได้แต่เนิ่น ๆ โดยไม่ต้องรอจนให้มีอาการ จึงไปพบแพทย์ ซึ่งอาจสายเกินไปที่จะรักษาให้ได้ผลก็เป็นได้และตั้งแต่เดือนกรกฎาคม
2540 เป็นต้นมา คลีนิคนิรนามของสภากาชาดไทยก็ยังได้เปิดบริการตรวจวัดปริมาณไวรัสเอดส์ในเลือด(Viral
load) ให้กับผู้ติดเชื้อเอดส์ด้วย ค่าตรวจค่อนข้างแพง มีประโยชน์ในการติดตามผลของการใช้ยาต้านไวรัสเอดส์
และใช้ในการตัดสินใจเริ่มให้ยาต้านไวรัสเอดส์แก่คนที่มีระดับ ซีดี-4 สูงๆ ซึ่งยังไม่ต้องใช้ยา
แต่ถ้ามีปริมาณไวรัสมาก ๆ อาจต้องเริ่มยาต้านไวรัสเอดส์
[UP TO TOP]
|
พ.ศ
|
จำนวนผู้ป่วยเอดส์เต็มขึ้น
|
รวม
|
|
2527 - 2534
|
850
|
-
|
|
2535
|
1,759
|
2,609
|
|
2536
|
6,884
|
9,493
|
|
2537
|
13,799
|
23,292
|
|
2538
|
20,488
|
43,780
|
|
2539
|
24,324
|
68,104
|
|
2540
|
26,312
|
94,416
|
|
2541
|
26,280
|
120,696
|
|
2542
|
21,698
|
142,394
|
|
2543 (กรกฎาคม)
|
6,872
|
149,266
|
ตัวเลขดังกล่าวเป็นตัวเลขของผู้ป่วยเอดส์เฉพาะที่มีการรายงานเข้ากระทรวงสาธารณสุข
ที่ไม่ได้รายงานหรือแพทย์ยังวินิจฉัยไม่ได้คงมีอีก 2-3 เท่าตัว
จากรายงานล่าสุดของโครงการโรคเอดส์สหประชาชาติ คาดประมาณว่าจนถึงสิ้นปี 2542 ทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตจากโรคเอดส์แล้วทั้งสิ้น
18.8 ล้านคน และยังมีชีวิตอยู่อีก 34.3 ล้านคน ซึ่งจะอยู่ในทวีปอัฟริกา 24.5 ล้านคน
และอยู่ในทวีปเอเซีย 6.1 ล้านคน และเฉพาะ ในปี พ.ศ. 2542 ปีเดียว มีผู้ตายจากโรคเอดส์
2.8 ล้านคนทั่วโลก และมีผู้ติดเชื้อใหม่ 5.4 ล้านคนทั่วโลก
ส่วนยอดจำนวนผู้ติดเชื้อเอดส์ทั่วประเทศไทยจากการสำรวจของกระทรวงสาธารณสุข 10 ปี
ที่ผ่านมา ประมาณการได้ว่ามีผู้ติด เชื้อเอดส์ทั่วประเทศไทยที่ยังมีชีวิตอยู่ราว
1 ล้านคน เมื่อสิ้นปี 2542 การสำรวจล่าสุดพบว่ากลุ่มผู้ติดยาเสพติดจะพบติดเชื้อเอดส์ราวร้อย
ละ 40 ซึ่งแนวโน้มสูงขึ้น หญิงบริการทางเพศติดเอดส์ร้อยละ 17 ซึ่งมีแนวโน้มต่ำลง
ผู้ชายทั่วไปในวัย 20-50 ปี ติดเอดส์ร้อยละ 1
และผู้หญิงทั่วไปในวัย 15-50 ปี ติดเอดส์ร้อยละ 2 ซึ่งประชากร 2 กลุ่มหลังเป็นประชากรส่วนใหญ่ของชาติที่น่าเป็นห่วง
คืออัตราการติด เชื้อเอดส์ในหญิงมีครรภ์ทั่วประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี
2535 เป็นต้นมา และยังไม่มีแนวโน้มว่าจะลดลง จนขณะนี้พบประมาณ ร้อยละ 2 ของหญิงที่มาฝากครรภ์ติดเชื้อเอดส์เรามีเด็กคลอดปีละล้านคนทั่วประเทศ
หรือ 20,000 คน ที่คลอดจากแม่ที่ติดเชื้อเอดส์ ในจำนวนนี้ราว 1ใน 3 หรือประมาณ
6,000 คน เด็กจะติดเอดส์จากแม่ โดยสรุป เวลานี้เอดส์เข้ามาถึงทุกคนในครอบครัว ไม่ว่าคนนั้นจะไปมี
พฤติกรรมเสี่ยงมาเอง เช่น สามีที่ชอบเที่ยว หรือไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงอะไร แต่เคราะห์ร้ายติดจากสามี
แล้วเป็นผลทำให้ลูกในครรภ์ติดเชื้อตามไปโดยเด็กไม่รู้อิโหน่อิเหน่หรือไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธเลย
ประมาณร้อยละ 5-6 ของผู้ติดเชื้อเอดส์จะมีอาการเอดส์เต็มขั้นเกิดขึ้นในแต่ละปีๆ
ที่ผ่านไปหลังจากติดเชื้อเข้าไป ซึ่งเป็นที่มาของคำพูดที่ว่าระยะฟักตัวโดยเฉลี่ยของโรคเอดส์คือ
8-10 ปี กล่าวคือประมาณครึ่งหนึ่งหรือ 50% ของคนที่ติดเชื้อจะมีอาการของโรคเอดส
์เต็มขึ้นเกิดขึ้นภายใน 8-10 ปี(5% ต่อปี x10 ปี = 50% หรือ 6% ต่อปี x8 ปี = 48%
หรือเกือบ 50%) ดังนั้นด้วยจำนวนผู้ติดเชื้อเอดส์ที่มีอยู่แล้วทั่วประเทศ 1,000,000
คนเมื่อสิ้นปี 2542 ทำให้คำนวณได้ว่าจะมีผู้ป่วยเอดส์ใหม่เกิดขึ้นปีละ 50,000-60,000
คน (5-6% ของ 1,000,000 คน)
คนที่เป็นเอดส์เต็มขั้นขึ้นมาแล้วจะมีอายุเฉลี่ยประมาณ 2 ปี จึงเห็นได้ว่าเมื่อมีผู้ป่วยเอดส์เต็มขั้นสะสมมากขึ้นก็จะมีผู้ที่เสียชีวิตจากโรคเอดส์มากขึ้นเป็นเงาตามตัว
ตัวเลขจริงๆ ของผู้ที่เสียชีวิตจากโรคเอดส์หาได้ค่อนข้างลำบาก เพราะญาติผู้เสียชีวิตหลาย
ๆ คนไม่อยากให้ระบุว่าเสียชีวิตจากโรคเอดส์ เพราะเกรงจะทำให้ครอบครัวเสื่อมเสียชื่อเสียง
หรือไปเบิกค่ารักษาพยาบา หรือเบิกเงินประกันชีวิตไม่ได้นอกจากนี้ ผู้ป่วยบางรายอาจเสียชีวิตโดยยังไม่ทราบว่าเป็นเอดส์
จึงถูกระบุว่าเสียชีวิตจากโรคปอดหรือโรคทางเดินอาหารตามสาเหตุของการเสียชีวิต อย่างไรก็ตามจากการประเมินสาเหตุการตาย
ในโรงพยาบาลบางแห่งอย่างละเอียด พบว่าเอดส์เป็นสาเหตุการตายที่นำหน้าโรค หัวใจ
อุบัติเหตุและมะเร็ง ซึ่งเข้าได้กับสถานะการณ์จริงในหมู่บ้านที่คนหนุ่มคนสาวป่วยและตายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
มีผู้ประเมินกันว่าในแต่ละปีจะมีคนไทยเสียชีวิตจากโรคเอดส์ประมาณ 30,000 - 40,000
คน จากที่ป่วยขึ้นมาใหม่ปีละ 50,000 -60,000 คน ซึ่งก็พอสมเหตุสมผลกัน แต่ที่น่าห่วงคือคนที่ตายล้วนเป็นคนหนุ่มคนสาวที่จะทำประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติได้
ดังนั้น การที่รู้ว่าโรคเอดส์ติดต่อกันได้อย่างไร จะได้นำไปคิดและนำไปปฏิบัติเพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองติดเชื้อโรคเอดส์ หรือป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเอดส์จากตัวเองแพร่ไปสู่ผู้อื่นในกรณีที่ตัวเองติดเชื้ออยู่แล้ว
[UP TO TOP] [UP TO TOP] [UP TO TOP] [UP TO TOP] [UP TO TOP]
15. การบังคับตรวจเอดส์ ?
ในปัจจุบันยังมีการบังคับหรือกึ่งบังคับตรวจเอดส์กันในการสมัครงาน การตรวจเช็คร่างกายประจำปีของที่ทำงานต่างๆ
การประ กันชีวิต การสมัครเรียน การไปต่างประเทศ การตรวจรักษาหรือการผ่าตัดตามโรงพยาบาลต่าง
ๆ พูดถึงการบังคับตรวจเอดส์ในสถานประกอบการ ในแง่ของผู้ประกอบการหรือเจ้าของกิจการ
แน่นอนเขาย่อมอยากได้คนที่ดีที่สุดและมีสุขภาพแข็งแรงเข้าทำงานจะได้ทำงานให้เขาได้เต็มที่
ลดความสูญเปล่าในการฝึกอบรมหรือพัฒนาบุคลากรอีกทั้งยังไม่ต้องเป็นภาระในการรักษาพยาบาลเมื่อผู้นั้นเกิดเจ็บป่วยขึ้นมา
แต่ผู้ติด เชื้อหลายคนร้องขอว่าจะตรวจเอดส์ตอนสมัครงานก็ได้ แต่ขอทำงานแม้จะตรวจพบโดยจะขอเซ็นสัญญาว่าหากป่วยขึ้นมาจะไม่ขอรบกวนค่ารักษาพยาบาลจากบริษัทและถ้าป่วยจนทำงานไม่ไหวก็จะขอลาออก
โดยที่บริษัทไม่ต้องจ่ายเงินสวัสดิการเป็นก้อนให้เขา ขอเพียงแต่ให้เขา ได้ใช้วิชาความรู้ที่เรียนมาได้ทำงานในช่วงที่สุขภาพยังแข็งแรงอยู่ก็พอใจแล้ว
แสดงให้เห็นถึงจิตใจอันมุ่งมั่นของเขาเหล่านั้นที่ไม่ต้องการเอาเปรียบสังคม เพียงขอให้สังคมเข้าใจและให้โอกาสเขาก็พอแล้ว
รัฐมีนโยบายเด่นชัดห้ามไม่ให้หน่วยราชการหรือบริษัทห้างร้านตรวจเลือดเอดส์ผู้มาสมัครงานหรือไล่คนที่ติดเชื้อเอดส์ออกจาก
งาน แต่ในความเป็นจริงก็ยังมีหน่วยงานของราชการ รัฐวิสาหกิจ และบริษัทเอกชนตรวจเอดส์ผู้มาสมัครงานและตรวจเอดส์ในพนักงานของตัวเองอยู่
ไม่มีกฎหมายอะไรที่จะมาบังคับให้ปฏิบัติตามนโยบายของรัฐได้ จะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร
?
บริษัทเอกชนมักจะโยนภาระนี้ให้กับรัฐ ยังไม่เคยมีใครจัดเวทีให้มีการจับเข่าคุยกันระหว่างผู้บริหารของประเทศกับผู้บริหารของบริษัทเอกชนรายใหญ่ๆ
ในประเทศไทยว่าปัญหาดังกล่าวจะร่วมแก้ไขกันอย่างไร ถ้าทุกคนทุกแห่งตรวจเอดส์กันหมด
ตรวจพบก็ให้ออกจากงานจะมีคนที่ต้องตกงาน 1 ล้านคน คนที่จะต้องลำบากซึ่งรวมถึงภรรยาเขา
ลูกเขา พ่อแม่เขา รวมกันแล้วคงหลายล้านคนมีรัฐบาลไหนสามารถหางานให้คนเกือบล้านคนทำได้พร้อม
ๆ กันหรือไม่ ? ถ้าไม่ได้ ถ้าคนเหล่านี้เกิดออกมาขอทานกลางถนน หรือเกิดอดตายขึ้นมาริมถนน
หรือเกิดเป็นโจรปล้นขึ้นมา รัฐบาลอยู่ได้หรือไม่ ? ถ้ารัฐบาลอยู่ไม่ได้ เอกชนอยู่ได้หรือไม่
? ถ้าอยู่ไม่ได้ควรที่เอกชนจะช่วยรัฐแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร ?
ถ้าวิเคราะห์หรือคุยกันด้วยเหตุและผลแล้ว เชื่อว่าส่วนใหญ่จะเข้าใจ และยอมรับว่าภาระของผู้ติดเชื้อเอดส์เป็นภาระที่ทุกฝ่ายจะ
ต้องร่วมกันแก้ ไม่สามารถผลักภาระให้กับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเพียงฝ่ายเดียวได้ ดังนั้น
เอกชนก็ต้องรับภาระผู้ติดเชื้อเอดส์ส่วนหนึ่งไปทำงาน อาจต้องเฉลี่ยกันไปตามสัดส่วนของพนักงานเช่น
อาจต้องกำหนดว่าร้อยละ 2 ของพนักงานจะต้องเป็นผู้ติดเชื้อเอดส์ และสุดท้ายไหนๆ
จะต้องรับผู้ติดเชื้อเอดส์เข้าทำงานแล้ว ความจำเป็นที่จะต้องไปตรวจผู้มาสมัครงานใหม่หรือพนักงานเก่าก็จะหมดไป
เอาค่าใช้จ่ายส่วนนั้นมาให้ความรู้เรื่องโรคเอดส์แก่พนักงาน เพื่อไม่ให้พนักงานติดเชื้อเอดส์เพิ่มขึ้น
จะเกิดประโยชน์ต่อบริษัทในระยะยาวมากกว่า
แนวคิดดังกล่าวยังไม่เคยมีใครเอามาทำกันอย่างจริงจัง ถ้าจะให้เกิดผลต้องทำกันทั้งประเทศตั้งแต่รัฐและบริษัทเอกชนใหญ่ๆ
ลง ไปจนถึงบริษัทเล็กๆ ให้เกิดเป็นความรู้สึกร่วมกันว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่ทุกฝ่ายจะต้องยอมรับ
ไม่ใช่บริษัทใดจะทำตามนโยบายของรัฐได้ก็ทำไปถ้าทุกฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน ต่อไปถ้ามีบริษัทใดจะทำตามนโยบายของรัฐได้ก็ทำไป
ถ้าทุกฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน ต่อไปถ้ามีบริษัทใดไม่ทำตาม สัญญาประชาคมดังกล่าว ก็ต้องจัดการให้มีการลงฑัณฑ์โดยประชาคม(Social
punishment) โดยไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายบังคับใช้ จะมีผู้นำของประเทศคนใดที่มีความกล้าหาญ
หรือมีเวลามากพอที่จะมาจัดการปัญหานี้อย่างจริงจังหรือไม่ ? หรือยังคิดว่าเป็นปัญหาเล็ก
และมี ปัญหาเร่งด่วนอื่นที่สำคัญกว่า ?
[UP TO TOP]
16. ข้อแนะนำสำหรับผู้ติดเชื้อเอดส์
(1) ควรบอกภรรยา สาม หรือคู่นอนให้ทราบเพื่อที่คู่นอนจะได้ไปตรวจดูว่าตัวเองติดเอดส์ด้วยหรือไม่
โชคดีเขาอาจจะยังไม ่ติด จะได้หาทางป้องกันไม่ให้เขาติดขึ้นมาโดยการใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่ร่วมเพศ
การที่รู้ว่าตัวเองติดเชื้อแล้วไม่กล้าบอกคู่นอนของตัวเองด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่
และยังคงมีเพศสัมพันธ์ต่อไปโดยไม่ได้ป้องกัน โดยคิดว่าอีกฝ่ายหนึ่งคงต้องติดด้วยแล้วแน่นอน
ถือว่าเป็นคนเห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจ และจงใจฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา
(2) ถ้ายังไม่มีอาการอะไรก็สามารถทำงานได้ตามปกติ ยกเว้นการขายบริการทางเพศนอกจากจะทำให้ลูกค้าทุกคนใส่ถุงยางอนามัยได้ทุกครั้ง
(3) คนที่เพิ่งตรวจพบว่าตัวเองติดเชื้อเอดส์ ควรรีบไปพบแพทย์สักครั้งแม้จะยังไม่มีอาการอะไรก็ตาม
เพื่อที่แพทย์จะได้ซักประวัติ และตรวจร่างกายอย่างละเอียด เพื่อประกอบการแนะนำที่ถูกต้องต่อไปเพราะมีลักษณะของโรคบางอย่างที่ผู้ติดเชื้ออาจไม่มีอาการอะไรเลยหรืออาจเข้าใจว่าไม่ใช่อาการสำคัญอะไร
(4) ผู้ที่ตรวจพบว่ามีการติดเชื้อ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อขอตรวจระดับภูมิคุ้มกัน หรือซีดี-4(CD4)สักครั้งหนึ่ง
เพื่อประกอบการตัดสินใจของแพทย์ว่า ผู้ติดเชื้อควรได้ยาต้านเอดส์ หรือยาป้องกันโรคติดเชื้อแทรกซ้อนแล้วหรือยัง
เพราะหลายๆ คนอาจไม่มีอาการอะไร เลย แต่มีระดับ ซีดี-4 ต่ำมากๆ ถ้าตรวจครั้งแรก
ระดับซีดี-4 ยังดีอยู่ ก็ควรตรวจซ้ำใหม่ในอีก 4-6 เดือน โรงพยาบาลศูนย์ทั่วประเทศไทยสามารถตรวจซีดี-4
ได้ โรงพยาบาลอื่น ๆ ก็สามารถส่งเลือดผู้ป่วยไปขอตรวจซีดี-4 ที่โรงพยาบาลศูนย์ได้
หรืออาจมาใช้บริการที่คลีนิคนิรนามของสภาภาชาดไทย ทุกวันศุกร์เช้าเพื่อตรวจซีดี-4
ก็ได้
(5) ถ้ามีอาการไม่สบายอะไร ไม่ว่าจะเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อโรคเอดส์ก็ตาม
ควรไปปรึกษาแพทย์ทันทีและบอกให้แพทย์ทราบถึงสภาวะของการติดเชื้อโรคเอดส์ของตัวเอง
เพื่อที่แพทย์จะได้เริ่มให้การบำบัดรักษาโดยไม่เสียเวลา แต่บางครั้งการบอกความ
จริงเช่นนี้อาจกลับทำให้ตัวเองถูกปฏิเสธการรักษาจากแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์
กรณีเช่นนี้ให้ไปหาสถานบำบัดรักษาอื่นที่มีความพร้อมในการให้บริการแก่ผู้ที่ติดเชื้อโรคเอดส์โดยเฉพาะ
(6) ห้ามบริจาคเลือด อวัยวะ หรือเชื้ออสุจิให้แก่ผู้อื่น
(7) ใส่ถุงยางอนามัยหรือให้คู่นอนใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีการร่วมเพศแม้ว่าคู่นอนจะติดเชื้อด้วยแล้วก็ตาม
ทั้งนี้เพื่อป้องกันการแลกเปลี่ยนหรือเพิ่มเติมเชื้อเอดส์แก่กันและกัน และเป็นการป้องกันการตั้งครรภ์ด้วย
(8) สามารถกินอยู่ร่วมกับสมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัวได้ โดยไม่จำเป็นต้องแยกห้องนอน
แยกห้องน้ำห้องส้วม หรือแยกสำรับกับข้าวของตนเอง อย่างดีก็ใช้ช้อนกลางก็เพียงพอแล้ว
ขบวนการซักล้างเสื้อผ้าหรือทำความสะอาดเครื่องกิน เครื่องใช้ที่ทำอยู่ตามปกติสามารถฆ่าเชื้อโรคเอดส์ได้แล้ว
(9) ควรมีแปรงสีฟัน หวี และมีดโกนของตัวเองแยกจากผู้อื่น
(10) ไม่ควรให้เลือด หรือน้ำเหลืองของตนเปรอะเปื้อนตามที่ต่างๆ อันอาจทำให้ผู้อื่นที่มีบาดแผลรับเชื้อเข้าไปได้
(11) แม่ที่ติดเชื้อเอดส์ไม่ควรตั้งครรภ์ ถ้าเกิดตั้งครรภ์ขึ้นมา ควรปรึกษาแพทย์โดยเร็วเพื่อพิจารณาการใช้ยาต้านไวรัสเอดส์
เช่น เอ-แซด-ที ในการช่วยลดโอกาสการติดเอดส์จากแม่สู่ลูก ถ้ามีปัญหาเรื่องค่ายาก็สามารถขอรับยาฟรีได้จากกระทรวงสาธารณสุข
หรือสภากาชาดไทย แต่ถ้าคู่สามีภรรยาและสภาพครอบครัวไม่พร้อมที่จะมีลูก ก็สามารถปรึกษาแพทย์เพื่อขอยุติการตั้งครรภ์ได้ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับความเข้าใจและความสมัครใจของคู่สามีภรรยาเอง
(12) แม่ที่ติดเชื้อเอดส์เมื่อคลอดบุตรออกมาแล้วสามารถเลี้ยงดูบุตรได้ แต่ไม่ควรให้นมบุตร
เพราะบุตรอาจได้รับเชื้อทางน้ำนมได้
(13) ผู้ที่ติดเชื้อเอดส์ไม่จำเป็นต้องบอกให้นายจ้าง ผู้บังคับบัญชาหรือเพื่อนร่วมงานทราบ
ถ้าการบอกนั้นจะนำไปสู่ปัญหายุ่งยากตามมา ตราบเท่าที่งานการของเขาจะไม่ทำให้ผู้ร่วมงานเสี่ยงต่อการติดเชื้อตามไปด้วย
ในทำนองเดียวกันผู้ติดเชื้อโรคเอดส์ไม่จำเป็นต้องบอกให้สมาชิกอื่นในครอบครัวที่ไม่ใช่สามีหรือภรรยาทราบ
และหากการบอกนั้นจะก่อให้เกิดปัญหายุ่งยากในครอบครัว อาจขอให้แพทย์ หรือนักจิตวิทยาที่รู้เรื่องของตนดีร่วมในการบอกความจริง
อาจช่วยให้สถานการณ์ผ่อนจากหนักเป็นเบาได้
(14) ควรเลิกพฤติกรรมเสี่ยงเดิม เพื่อจะได้ไม่แพร่เชื้อให้ผู้อื่นและเพื่อจะได้ไม่รับเชื้อเอดส์และเชื้ออื่นๆ
เพิ่มเข้าไปอีก มิฉะนั้นแล้วอาจนำไปสู่การเร่งให้เกิดโรคเอดส์เต็มขั้นเร็วขึ้นก็ได้
มีผู้ติดยาเสพติดหลายคนสามารถหยุดพฤติกรรมเสี่ยงได้ด้วยเหตุผลข้อนี้
(15) พักผ่อนให้พอ ทำจิตใจให้สบาย จะช่วยให้สุขภาพและระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้นด้วย
(16) ออกกำลังแต่พอควรเท่าที่สุขภาพจะอำนวย ร่างกายจะได้แข็งแรง
(17) รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้มากๆ ให้ได้สารอาหารครบ แม้จะเบื่ออาหารบ้างก็ต้องพยายามฝืนทานให้มากๆ
อะไรที่ชอบ หรือหรืออะไรที่ทานได้ก็พยายามทานให้มากและทานให้บ่อย และควรงดรับประทานอาหารที่สุกๆ
ดิบๆ
(18) งดเว้นสิ่งเสพติด เช่น เหล้า บุหรี่ เพราะจะทำให้สุขภาพทรุดโทรม และภูมิคุ้มกันถดถอย
(19) ไม่ควรมีสัตว์เลี้ยงประเภทนก หรือแมว เพราะอาจติดเชื้อรา หรือเชื้อพยาธิในสิ่งปฏิกูลของสัตว์เหล่านี้ได้
18. การดูแลรักษาผู้ติดเชื้อเอดส์ที่บ้านและชุมชนเป็นอย่างไร
?
ในปัจจุบันร้อยละ 20-50 ของเตียงด้านอายุรกรรม ตามโรงพยาบาลใหญ่ๆ ทั่วประเทศ จะถูกครองโดยผู้ป่วยเอดส์
ทำให้ผู้ป่วยโรคอื่นๆ หรือผู้ป่วยเอดส์รายใหม่ๆ ขาดโอกาสที่จะเข้าไปนอนในโรงพยาบาล
จึงทำให้ต้องพยายามหาวิธีที่จะให้ผู้ป่วยเอดส์ในโรงพยาบาลออกจากโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด
ภายหลังจากได้รับการรักษาในโรงพยาบาลจนอาการดีขึ้นถึงระดับหนึ่ง แล้วให้มารับการรับการรักษาต่อที่
โรงพยาบาลแบบเช้าไป-เย็นกลับ หรือให้ญาติพี่น้องช่วยดูแลต่อที่บ้าน การดูแลที่บ้านอาจต้องมีการจัดยาให้ผู้ป่วยตามที่แพทย์สั่ง
การทำ แผล การเช็ดตัว การให้กำลังใจ และการให้การสงเคราะห์ในแง่ต่างๆ นอกจากนี้
ครอบครัวยังต้องมีความสามารถที่จะวินิจฉัยภาวะแทรกซ้อนง่าย ๆได้และให้การรักษาได้
พร้อมทั้งรู้ว่าอาการใดเป็นมาก จะต้องรีบพาไปพบแพทย์ ทั้งนี้เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของแพทย์และภาระของโรงพยาบาล
ให้ดูแลเฉพาะรายที่หนักจริงๆ
การที่จะให้สมาชิกครอบครัวสามารถช่วยดูแลผู้ป่วยที่บ้านแทนแพทย์และพยาบาลได้ จะต้องมีการอบรมและให้ความรู้แก่ครอบครัวและตัวผู้ป่วยเอง
บางครั้งครอบครัวนั้นอาจไม่มีคนที่ดูแลผู้ป่วย
เป็น (อบรมไม่ขึ้น) หรือไม่มีคนที่อยู่บ้านกับผู้ป่วยเพราะต้องออกไปทำงานกันหมด
ก็ต้องอาศัยเพื่อน
หรือเพื่อนบ้านของผู้ป่วยหรือบางครั้งต้องอาศัยอาสาสมัครในชุมชน ซึ่งก็ต้องนำมาฝึกอบรมเช่นกัน
สภากาชาดไทยได้ทำหลักสูตร และผลิตคู่มือการอบรมการดูแลผู้ป่วยเอดส์ที่บ้าน พร้อมวีดีทัศน์
ประกอบสำหรับใช้สอนญาติผู้ป่วยและอาสาสมัครในชุมชนให้รู้จักดูแลผู้ป่วยที่บ้านเอง
ตามแนวความ
คิดที่กล่าวแล้ว โดยมีการจัดการอบรมเป็นรุ่น ๆ ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่แผนกอบรม
อนามัยในบ้าน สำนักงานกลาง สภากาชาดไทย โทร. 2564041-2
มีผู้ป่วยบางรายไม่มีญาติจริง ๆ บางรายไม่มีบ้านจะอยู่ บางรายครอบครัวรับไม่ได้
หรือถูก
ครอบครัวขับไล่ไสส่ง ก็จำต้องมีสถานที่ในกลางชุมชนที่จะให้ผู้ป่วยเหล่านี้เข้าพักอาศัย
ตัวอย่างเช่นที่
วัดพระบาทน้ำพุ อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี อาจเป็นการพักชั่วระยะสั้นเพื่อรอให้ครอบครัวปรับตัว
หรืออาจเป็นการพักช่วงระยะสุดท้ายของชีวิต ก่อนจะสิ้นใจอย่างสงบท่ามกลางผู้ที่ให้ความรักและความ
เห็นใจ
การมีชุมชนบำบัดเป็นสิ่งที่จำเป็นและมีประโยชน์ต่อผู้ป่วยเอดส์ ควรสนับสนุนให้มีการจัดตั้ง
ในทุกจังหวัด แต่บางครั้งประชาชนก็ต่อต้านด้วยความไม่เข้าใจ กลัวว่าจะทำให้มีการแพร่ระบาดของ
โรคเอดส์ ถ้ามีการทำความเข้าใจกับชุมชนดี ๆ แล้ว ปัญหาการต่อต้านจะหมดไป ผลเสียอีกประการ
หนึ่งของการมีชุมชนบำบัด คือจะทำให้ครอบครัวมีข้ออ้างที่จะไม่ให้มีการดูแลรักษาที่บ้านเพราะมีทาง
ออกในการส่งผู้ป่วยไปอยู่ที่ชุมชนบำบัดได้ บางครั้งเอาผู้ป่วยไปทิ้งโดยไม่กลับไปเยี่ยมเยียนหรือไปรับ
กองกระดูกของผู้ป่วยที่ทางวัดเผาให้แล้วกลับบ้านก็มี ?
19. ชมรมเพื่อนวันพุธคืออะไร ?
ในช่วง 8-9 ปีที่ผ่านมา หลายคนอาจได้ยินคำว่า "ชมรมเพื่อนวันพุธ" หรือคำว่า
"งาน
เทียนส่องใจ" แต่ไม่ค่อยรู้ว่ามันคืออะไร ?
ชมรมเพื่อนวันพุธ เป็นชมรมผู้ติดเชื้อเอดส์ของสภากาชาดไทย เป็นการรวมกลุ่มของผู้ติด
เชื้อเอดส์ ซึ่งเป็นคนไข้ของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ในวันที่มีคลินิกเอดส์ (เรียกคลินิกภูมิคุ้มกัน)
ซึ่งเป็นวันอังคารเช้า คนไข้ที่มาตามแพทย์นัดก็จะชุมนุมปรึกษาหารือกัน โดยมีนักสังคมสงเคราะห์
และพยาบาลของโรงพยาบาลเป็นผู้ประสานงาน ขณะที่รอแพทย์ตรวจหรือหลังจากตรวจกับแพทย์
เสร็จแล้วก็จะมาทำความรู้จักกัน ถามไถ่ทุกข์สุขกัน ล่าสู่กันฟังถึงความรู้หรือความก้าวหน้าใหม่
ๆ
เกี่ยว กับการรักษาโรคเอดส์ที่ตนทราบมาหรือได้อ่านได้ฟังมาคนไข้ใหม่จะได้พบกับคนไข้เก่า
ได้เรียน
รู้ถึงวิธีปรับตัวและปรับใจหลังการตรวจพบเอดส์ เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่าคนที่จะปลอบใจหรือให้คำปรึกษาที่ดีที่สุดแก่ผู้ติดเชื้อด้วยกันเอง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้คำปรึกษาในลักษณะเป็นกลุ่มให้แต่
ละคนมีโอกาสได้พูดแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และปลอบใจซึ่งกันและกันจะได้ผลดีกว่าการแพทย์
หรือนักจิตวิทยาเป็นผู้ให้คำปรึกษาแนะนำ คนไข้ที่ทำหน้าที่ช่วยในกิจกรรมกลุ่มจะได้รบการอบรม
จากวิทยากรของสภากาชาดไทย ให้มีความรู้อย่างดีเกี่ยวกับโรคเอดส์ และรู้จักเทคนิคในการให้คำ
ปรึกษาแนะนำทั้งแบบตัวต่อตัวและแบบเป็นกลุ่ม
หลังจากการพบปะกันในวันที่มีคลินิกเอดส์ ผู้ติดเชื้อจะจัดให้มีการรวมกลุ่มกันอีกเดือนละ
ครั้งในทุกวันพุธที่ 3 ของเดือน (จึงเป็นที่มาของ "ชมรมเพื่อนวันพุธ")
เพื่อทำกิจกรรมร่วมกันซึ่ง
อาจเป็นการฝึกนั่งสมาธิ การนวดเพื่อผ่อนคลายความเครียด การฝึกการบรรยายทางวิชาการเกี่ยวกับ
โรคเอดส์ เป็นต้น
นอกจากนี้ก็มีการจัดทัศนศึกษาตามที่ต่าง ๆ เพื่อพักผ่อนพร้อมทั้งสอดแทรกกิจกรรมที่เป็น
ประโยชน์ มีการนัดเลี้ยงสังสรรค์ มีการจัดตั้งกองทุนที่จะใช้ซื้อยาในราคาถูกมาขายต่อให้กับสมาชิก
หรือให้สมาชิกที่ขัดสนยืมเป็นค่ารถ หรือค่ายา เป็นต้น นอกจากนี้ชมรมยังทำประโยชน์แก่สังคม
โดยการเป็นวิทยากรรับเชิญบรรยายตามที่ต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญในการป้อง
กันโรคเอดส์ การที่มีคนติดเชื้อแล้วเตือนสติดูว่ามีน้ำหนักมากกว่าการให้ผู้เชี่ยวชาญไปบรรยายให้รู้จัก
วิธีป้องกัน ! และยังร่วมจัดงาน "เทียนส่องใจ" ของสภากาชาดไทย ในวันเอดส์โลก
(1 ธันวาคม)
เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างผู้ติดเชื้อ เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกันได้ในสังคมในลักษณะที่เกื้อ
กูลประโยชน์ต่อกัน โดยได้เริ่มจัดมาตั้งแต่ 1 ธันวาคม 2534
20. สมุนไพรรักษาโรคเอดส์ได้ผลจริงหรือไม่
?
หลายปีที่ผ่านมาหลายคนอาจได้ยินเรื่องราวที่มีผู้อวดอ้างว่ามียา หรือวิธีการในการรักษาโรค
เอดส์ให้หายขาดได้ อย่างเช่นวันก่อนก็มีข่าวฮือฮาว่ารัฐบาลจะให้มะระขี้นกเป็นของขวัญปีใหม่
2541
แก่ผู้ติดเชื้อเอดส์ทั่วประเทศ มีผู้ติดเชื้อหลงเชื่อไปรับการรักษาเป็นพัน ๆ ราย
บางรายก็เรียกค่ารักษา
ไม่แพง หรือแล้วแต่บริจาค เอาปริมาณเข้าว่า บางรายก็เรียกกันแพง ๆ แล้วแต่ฐานะของผู้ป่วย
มีคนไข้มาปรึกษาบ่อย ๆ ว่าจะไปรักษาด้วยสมุนไพดีไหม ? คำตอบที่ให้ไปก็คือ ถ้าจะไป
ลองรักษาดูก็ไม่ว่าอะไร เพราะเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่จะดิ้นรนไปหาสิ่งที่ดีกว่า
เพราะยังมีความ
หวัง เนื่องจากรู้อยู่ว่าโรคนี้ทางการแพทย์ยังไม่มียารักษาให้หายขาดได้ ดังนั้นเมื่อมีใครมาเสนอว่ามี
ยาที่รักษาหายได้ ก็อยากจะลองไปเป็นของธรรมดา จึงไม่คัดค้านถ้าคนไข้จะลองไปใช้สมุนไพรรักษา
ดูแต่ต้องแน่ใจว่าไม่เป็นการหลอกหลวงกัน โดยที่มีการเรียกค่ารักษาแพง ๆ จนผู้รักษารวยเอา
ๆ ใน
ขณะที่ผู้ถูกรักษาจนลง ๆ และไม่มีการตั้งความหวังไว้สูงเกินไป เช่นรักษาแล้วหายขาด
เพราะถ้า
ผิดหวังอาจกระทบกระเทือนจิตใจอย่างรุนแรง เอาแค่รักษาแล้วดีขึ้นก็พอใจแล้ว นอกจากนี้ต้องมั่นใจ
ว่าสมุนไพรหรือยาที่ใช้จะไม่ทำให้เกิดเป็นพิษเป็นภัยขึ้นมาโดยดูจากผู้ถูกรักษาเดิม
หรือดูจากคุณสมบัติของสมุนไพรนั้น และจะยอมไม่ได้หากมีการบอกว่าการรักษาด้วยยาสมุนไพรจะต้องหยุดยาฝรั่งด้วย
เพราะจะเป็นการสูญเสียโอกาส และอาจเกิดผลเสียแก่คนไข้ก็ได้
ต้องยอมรับว่าคงมีสมุนไพรบางอย่างที่รับประทานแล้วกระตุ้นให้ภูมิต้านทานดีขึ้น
น้ำหนักขึ้น
ท้องเสียดีขึ้น ผื่นคันลดลง ฯลฯ เพียงแต่อาการดีขึ้นก็น่าพอใจแล้ว ต้องช่วยกันพัฒนาออกมาใช้แพร่
หลาย เพื่อจะลดการสั่งเข้ายาจากต่างประเทศ ขบวนการพัฒนาต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างหมอพื้น
บ้านผู้ป่วย และวงการแพทย์แผนปัจจุบันซึ่งมีเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่จะช่วยพิสูจน์ให้เร็วขึ้น
ส่วนการที่
จะมีสมุนไพรไทยที่มีฤทธิ์ในการต้านไวรัสเอดส์ก็อาจเป็นไปได้ แต่คงต้องการขบวนการอีกมาก
และ
อีกยาวนานที่จะพิสูจน์ว่าได้ผลเพียงใด แต่ที่จะรักษาให้หายขาดได้นั้นคงต้องเป็นปาฏิหารย์แน่
21. วัคซีนเอดส์มีความก้าวหน้าเพียงใด ?
เนื่องจากยารักษาโรคเอดส์มีราคาแพง และความหวังที่จะรักษาโรคเอดส์ให้หายขาดโดยการใช้
ยาต้านไวรัสเอดส์แรง ๆ หลายตัวร่วมกันก็ยังดูเลือนลางอยู่ประกอบกับคำประกาศเจตนารมย์ของประธานาธิบดีคลินตัน
แห่งสหรัฐอเมริกาเมื่อกลางปี 2540 ว่าสหรัฐอเมริกาจะเป็นผู้นำในการคิดค้น
วัคซีนเอดส์ให้สำเร็จภายใน 10 ปี ทำให้ทั่วโลกหันมาสนใจเรื่องวัคซีนเอดส์อีกครั้งหนึ่ง
วัคซีนเอดส์
อาจทำจากไวรัสเอดส์ที่ทำให้ตายแล้ว หรือถูกทำให้อ่อนฤทธิ์ลง หรือผลิตโดยอาศัยขบวนการทาง
วิศวกรรมพันธุศาสตร์หรือโดยการสังเคราะห์ขึ้นมาโดยตรง ได้มีการศึกษาวัคซีนเอดส์หลายชนิดในสัตว์
ทดลองและคนอาสาสมัคร ปรากฏว่าวัคซีนมีความปลอดภัย 100 % ไม่มีใครติดเชื้อเอดส์ขึ้นมาจากการ
รับวัคซีน สัตว์ทดลองหรือคนที่ได้รับวัคซีนจะมีภูมิต้านทานซึ่งสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อเอดส์ในหลอดทดลองได้
เมื่อลองฉีดภูมิต้านทานที่ได้จากการฉีดวัคซีนเข้าไปในลิงซิมแปนซี แล้วตามด้วยการให้ไวรัสเอดส์เป็น
ๆ แก่ลิงตัวนั้น พบว่าลิงไม่ติดเชื้อเอดส์ แสดงว่าภูมิต้านทานที่เกิดจากการฉีด
วัคซีนมีประโยชน์ในการป้องกันโรคจริง แต่การที่จะบอกว่าเอาวัคซีนเอดส์มาฉีดคนแล้วจะป้องกันคน
ให้รอดพ้นจากการติดเชื้อเอดส์ได้หรือไม่พิสูจน์ได้ยาก เพราะจะเอาเชื้อเอดส์มาแอบฉีดให้กับอาสาสมัคร
ที่ฉีดวัคซีนแล้วย่อมทำไม่ได้ ดังนั้นจึงต้องรอให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ กล่าวคือติดตามที่ฉีดวัคซีนกับคน
ที่ฉีดน้ำเปล่า กลุ่มใหญ่ ๆ ไปสักระยะเวลาหนึ่ง (2-3 ปี) โดยที่อธิบายกรอกหูให้ฟังทุกวันว่า
ที่ทำอยู่นี้เป็นการศึกษาว่าวัคซีนเอดส์ได้ผลหรือไม่ อาจไม่ได้ผลก็ได้ และท่านได้รับอาจเป็นวัคซีนจริงหรือวัคซีน
เทียม (น้ำเปล่า) ก็ได้ ไม่มีใครรู้ เรากำลังพิสูจน์กันอยู่ เพราะฉะนั้นเพื่อความปลอดภัยของเขาเอง
เขาควรจะต้องไม่ไปมีพฤติกรรมเสี่ยงหรือถ้าจะไปเสี่ยงบ้างก็ต้องป้องกันเช่น ใช้ถุงยางอนามัย
บางคนแย้ง
ว่าถ้าไปบอกเขาแบบนี้ ทุกคนใส่ถุงยางอนามัยหมด แล้วจะไปพิสูจน์ได้ยังไงว่าวัคซีนได้ผล
เราต้อง
ยอมรับความจริงว่า ถึงแม้เราตอกย้ำอาสาสมัครอย่างไร การเป็นมนุษย์ปุถุชนจะยังมีอยู่
กล่าวคือ ก็ยัง
คงมีคนไปเที่ยวผู้หญิงบ้าง และมีที่เผลอไม่ใส่ถุงยางอนามัยบ้าง สุดท้ายก็จะมีคนติดเชื้อเอดส์ขึ้นมาบ้าง
เมื่อติดตามไปได้สักระยะหนึ่ง ก็มาดูว่ากลุ่มที่ฉีดวัคซีนมีคนที่ติดเอดส์น้อยกว่ากลุ่มที่ไม่ได้วัคซีนหรือ
ไม่ ถ้าน้อยกว่าก็แสดงว่าวัคซีนนั้นป้องกันได้ผล อาจได้ผล 20%, 60% ฯลฯ จะต้องให้ได้ผลสักเท่า
ไรจึงจะเอามาฉีดกับคนทั่วไปได้ หรือเอามาขายได้ยังไม่มีใครมีคำตอบ การทดสอบดังกล่าวเป็นการทดสอบที่เรียกว่าระยะที่
3 หรือการทดสอบประสิทธิภาพของวัคซีนซึ่งต้องใช้อาสาสมัครที่มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอดส์
(เช่น ชายนักเที่ยวหรือหญิงบริการทางเพศ หรือคนที่ติดยาเสพติดโดยการฉีด) จำนวนกลุ่มละหลายพันคน
และติดตามไป 2-3 ปี ในปัจจุบันมีวัคซีนเพียงขนาบเดียวที่เข้าสู่การทดสอบระยะที่
3 ในคน ซึ่งกว่าจะทราบผลก็คงประมาณปี พ.ศ. 2545
นอกจากจะเอามาฉีดให้กับคนที่ยังไม่ติดเชื้อแล้ว วัคซีนเอดส์ยังสามารถนำมาฉีดให้กับคนที่
ติดเชื้อเอดส์แล้วได้ด้วย พบว่าปลอดภัยเช่นเดียวกัน ไม่มีใครตายด้วยโรคเอดส์เร็วขึ้น
ขณะเดียวกัน
พบว่าภูมิต้านทานที่เป็นประโยชน์ในการยับยั้งการติดเชื้อไวรัสเอดส์ก็มีเพิ่มขึ้น
ภูมิต้านทานของผู้ติด
เชื้อสามารถคงอยู่ในระดับที่ดีได้นาน โรคติดเชื้อแทรกซ้อนก็เป็นน้อยลง จึงเป็นความหวังที่ผู้ติดเชื้อทั่วโลกกำลังรอคอยอยู่ว่าการฉีดวัคซีนเอดส์ร่วมไปกับการให้ยาต้านไวรัสเอดส์อาจสามารถทำให้ชีวิตของพวกเขายืนยาวขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
การทดสอบวัคซีนเอดส์ครั้งแรกในประเทศไทยทำ โดยคณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย และโครงการโรคเอดส์ สภากาชาดไทย เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2537 โดยใช้วัคซีนสังเคราะห์ของบริษัท
UBI ฉีดให้กับอาสาสมัครที่ไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอดส์จำนวน 30 คน โครงการนี้ได้สิ้นสุดแล้วตั้งแต่วันที่
23 มกราคม 2538 ผลการศึกษาพบว่าวัคซีนปลอดภัย 100 % และเกือบร้อยละ 90 ของอาสาสมัครมีภูมิต้านทานเกิดขึ้น
การพัฒนาต่อไปคือการทำให้ภูมิต้านทาน
ที่เกิดขึ้นมีระดับที่สูงอยู่ในร่างการไปได้นาน ๆ และสามารถทำปฏิกิริยาได้กับเชื้อเอดส์
ทุกสายพันธุ์ที่ระบาดอยู่ เมื่อได้วัคซีนที่เชื่อว่าดีแน่ จึงจะมีการนำไปทดสอบประสิทธิภาพต่อไป
การทดสอบวัคซีนเอดส์ของสภากาชาดไทยเป็นการสร้างการรับรู้ และการยอมรับในสังคมไทย
เปิดทางให้มีการศึกษาทดสอบวัคซีนเอดส์อื่น ๆ อีกหลายตัวในระยะเวลาต่อมา ซึ่งหวังว่าในอีก
5-10 ปีข้างหน้าควรจะมี
วัคซีนเอดส์ออกมาใช้ได้ในบ้านเรา
22. ในปัจจุบันคนไข้เอดส์ไม่มีสตางค์จะซื้อยาจะทำอย่างไร
ตั้งแต่ต้นปี 2540 เป็นต้นมา ก่อนเงินบาทจะลอยตัว คนไข้เอดส์ทั่วประเทศเริ่มประสบกับปัญหาเรื่องค่ายาเพราะยาป้องกันโรคติดเชื้อแทรกซ้อน
และยาต้านไวรัสเอดส์บางตัว ซึ่งแต่เดิมโรงพยาบาลต่าง ๆ สามารถเบิกได้ฟรีจากกระทรวงสาธารณะสุขเริ่มจะขาดมือลง
โรงพยาบาลต้องให้คน
ไข้ซื้อเอง คนไข้ส่วนใหญ่ก็ไม่มีเงินจะซื้อได้เอง เพราะตกเดือนละ 8,000-30,000
บาท แล้วแต่ยาที่
ต้องใช้ จึงทำให้หลายคนหมดอาลัยตายอยาก เลิกมาติดตามรักษาเลย ซึ่งคาดการณ์ไว้ว่าอีกไม่นาน
โรงพยาบาลต่าง ๆ จะเต็มไปด้วยคนไข้ที่กลับมาด้วยอาการเอดส์กำเริบเพราะขาดการรักษาต่อเนื่อง
กระทรวงสาธารณสุขมีแนวคิดที่จะปรับเปลี่ยนการดูแลรักษา โรคเอดส์เข้าสู่ระบบการรักษาพยาบาลตามปกติ
กล่าวคือให้แต่ละโรงพยาบาลให้การสงเคราะห์คนไข้เอดส์ที่ยากจนเหมือนกับการให้
การสงเคราะห์คนไข้โรคอื่น ๆ ที่ยากจนทั่วไปคือคนไข้ออกค่ารักษาเองบางส่วน โรงพยาบาลให้การ
สงเคราะห์บางส่วน แต่เนื่องจากค่ายาเอดส์มีราคาแพง และต้องรักษายาวนาน ประกอบกับแต่ละโรง
พยาบาลไม่ได้เตรียมตั้งงบประมาณไว้ก่อน กับความเคยชินที่เคยได้ยาฟรีมาหลายปีจึงทำให้หลายโรง
พยาบาลปฏิเสธการให้การสงเคราะห์ผู้ป่วยโรคเอดส์ กล่าวคือถ้าไม่สามารถจ่ายค่ายาได้เต็มราคา
ก็จะ
ไม่มียาให้ไปเลย ทำให้เกิดการร้องเรียนขึ้นมาทางหน้าหนังสือพิมพ์ เดือดร้อนถึงสภากาชาดไทยต้อง
จัดสรรงบพิเศษ 15 ล้านบาทให้กับโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์เพื่อสมทบเป็นค่ายาบางส่วนของผู้ป่วยเอดส์
เงิน 15 ล้านบาทถูกใช้หมดภายใน 4 เดือน หนทางออกมีอย่างไร ?
กระทรวงสาธารณสุขรับปากว่าจะของบค่ารักษาพยาบาล สำหรับผู้มีรายได้น้อยจากรัฐบาลเพื่อ
แจกจ่ายให้กับโรงพยาบาลต่าง ๆ มากขึ้น เพื่อรองรับปัญหาต้านโรคเอดส์ แต่รัฐจะตอบสนองได้มากน้อยเพียงใดในสภาวะเศรษฐกิจยุคไอเอ็มเอฟยังไม่ค่อยแน่ใจ
แต่ก็อยากเรียกร้องให้รัฐบาลเห็นถึงความ
สำคัญด้านการรักษาพยาบาลผู้ป่วยเอดส์มากขึ้นหลังจากที่เราให้ความสำคัญด้านการประชาสัมพันธ์
ให้
ความรู้ และด้านการป้องกันมาหลายปีแล้ว ตอนนี้ถึงเวลาที่คนที่ติดเชื้อเดิมจะเริ่มป่วยแล้วครับ
โรงพยาบาลแต่ละแห่งก็ต้องทำใจ ต้องเอาเงินบำรุงโรงพยาบาลที่มีอยู่บางส่วนมาใช้เป็นค่ายา
ของคนไข้เอดส์บ้าง มิฉะนั้นแล้วเมื่อคนเหล่านี้ป่วยหนักต้องเข้าโรงพยาบาลมา โรงพยาบาลอาจต้อง
สิ้นเปลืองค่ารักษาพยาบาลมากกว่านี้ก็ได้
คนไข้ก็ต้องพยายามช่วยตัวเองให้มากที่สุด ญาติพี่น้องที่พอมีสตางค์ก็ควรช่วยสนับสนุนค่ายา
บ้าง คนไหนที่เบิกค่ารักษาพยาบาลจากต้นสังกัดได้ก็พยายามเบิกจากต้นสังกัด ในขณะเดียวกันต้น
สังกัด ในขณะเดียวกันต้นสังกัดที่ทำหน้าที่ในการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลก็ต้องมีความระมัดระวังไม่
ให้ความลับของคนไข้รั่วไหลจนเขาถูกไล่ออก
ธุรกิจเอกชนใหญ่ ๆ ที่ยังมีกำไรอยู่ก็ควรเข้ามามีบทบาทช่วยรัฐในการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย
ด้านการรักษาพยาบาลของลูกจ้าง หรือคนงานตัวเองที่ติดเชื้อเอดส์กองทุนประกันสังคมก็ควรมีการปรับ
เปลี่ยนหลักเกณฑ์ในการเบิกค่ารักษาพยาบาลด้านโรคเอดส์แก่ผู้ประกันตนให้ได้รับประโยชน์บ้าง
แพทย์เองก็ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรักษา โดยต้องประหยัดมากขึ้นใช้เฉพาะยาที่จำเป็น
จริง ๆ ยาตัวใดที่ไม่น่าจะมีประโยชน์ก็กล้าจะลองหยุดดู หรือกล้าเลือกใช้สูตรการรักษาที่ถูกกว่า
ถ้า
ผลไม่ต่างกันหรืออาจจะด้วยกว่ากันเพียงเล็กน้อย
กล่าวโดยสรุป ทุกฝ่ายต้องช่วยกันครับในสภาวะเศรษฐกิจที่รัดตัวอย่างในปัจจุบัน