clinicrak.com   คลินิกรัก


สุขภาพเด็กวัยรุ่นและการดูแล


1. คำจำกัดความของวัยรุ่น

คำจำกัดความ คำว่า "วัยรุ่น" มีความหลากหลาย เนื่องจากขึ้นกับความแตกต่างของขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรม ตลอดจนความแตกต่างทางสังคม และการเปลี่ยนแปลงทางสรรีรวิทยา ของวัยรุ่นในแต่ละแห่ง อย่างไรก็ตาม องค์การอนามัยโลก ได้กำหนดความหมายกว้างๆ ของวัยรุ่นไว้ดังนี้

วัยรุ่นหมายถึง ช่วงอายุที่มีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย ในลักษณะที่พร้อมจะมีเพศสัมพันธ์ได้
วัยรุ่น เป็นระยะที่มีการพัฒนาทางจิตใจมาจากความเป็นเด็ก ไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่
วัยรุ่นเป็นระยะที่มีการเปลี่ยนแปลงจากสภาพ ที่ต้องพึ่งพทางเศรษฐกิจไปสู่ภาวะที่ต้องรับผิดชอบและพึ่งพาตนเอง

วัยนี้จึงครอบคุมอายุโดยประมาณ คือ เด็กหญิง ระหว่างอายุ 10-20 ปี และเด็กชาย ระหว่างอายุ 12-22 ปี

เนื่องจากช่วงวัยดังกล่าวค่อนข้างยาว ทางการแพทย์และจิตวิทยาพัฒนาการจึงแบ่งช่วงดังกล่าว ออกเป็น 2-3 ระยะ (แล้วแต่หลักเกณฑ์ของผู้เชี่ยวชาญ) เนื่องจากระยะต้นกับระยะปลายของวัย เด็กจะมีการเจริญเติบโต ทั้งกายและจิตใจ อารมณ์ แตกต่างกันมาก ในที่นี้จะแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ

วัยรุ่นตอนต้น เด็กผู้หญิงอยู่ในช่วงอายุ 10-14 ปี เด็กผู้ชายอยู่ในช่วงอายุ 12-16 ปี ในระยะนี้มีการเปลี่ยนแปลง คือ

วัยรุ่นตอนกลาง เด็กผู้หญิงอยู่ในช่วง 14-18 ปี เด็กผู้ชายในช่วงอายุ 16-20 ปี ในระยะนี้มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือ

วัยรุ่นระยะนี้จึงมีปัญหามากและบ่อยที่สุด

วัยรุ่นตอนปลาย เด็กผู้หญิงอยู่ในช่วงอายุระหว่าง 18-20 ปี เด็กผู้ชายอยู่ในช่วง 20-22 ปี เป็นระยะที่เจริญเติบโตเข้าสู่วัยผู้ใหญ่เต็มที่ ดังนั้นระยะนี้จึงมีลักษณะ

2. ความสำคัญของวัย

วัยรุ่นเป็นวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่วุฒิภาวะทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม จึงนับว่าเป็นวิกฤติช่วงหนึ่งของชีวิต เนื่องจากเป็นช่วงต่อของวัยเด็กและวัยผู้ใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะต้นของวัยจะมีการเปลี่ยนแปลงมากมายเกิดขึ้น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว จะมีผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างวัยรุ่นด้วยกันเอง และบุคคลรอบข้าง หากกระบวนการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นไปอย่างเหมาะสม โดยการดูแลเอาใจใส่ใกล้ชิด จะช่วยให้วัยรุ่นสามารถปรับตัว ได้อย่างเหมาะสมบรรเทาปัญหาต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น และเป็นทั้งแรงผลักดันและแรงกระตุ้นให้พัฒนาการด้านอื่นๆ เป็นไปด้วยดี

3. ประชากรวัยรุ่นในปัจจุบัน

ในปี 1995 พบว่า ประชากร 1 ใน 5 ของโลกจะเป็นกลุ่มอายุ ระหว่าง 10-19 ปี ซึ่งเท่ากับประมาณ 1 พันล้านคน (ประชากรโลก ประมาณ 5 พันล้านคน) และประมาณการว่า ในปี ค.ศ. 2000 จะมีประชากรวัยรุ่น (อายุ 10-19 ปี) เป็น 1.12 พันล้านคน หรือเพิ่มขึ้นอีก ร้อยละ 9 ของประชากรวัยรุ่นที่เพิ่มมาก จะเป็นบริเวณทวีปแอฟริกาและเอเซียใต้ ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนา

สำหรับประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2503 จำนวนเด็กอายุ 10-19 ปี เป็น 1 ใน 5 ของจำนวนประชากรทั้งหมด คือ 5.6 ล้านคน ต่อประชากรทั้งหมด 26 ล้านคน และกลุ่มอายุ 20-24 ปี มีร้อยละ 9 ของประชากรทั้งหมด หรือ 2.4 ล้านคน และเมื่อ 10 ปีต่อมา ซึ่งเป็นระยะก่อนการประกาศนโยบายประชากรของชาติ อัตราการเกิดช่วงนั้นสูงมาก และทำให้อัตราเพิ่มธรรมชาติของประชากรสูง จึงทำให้ประชากรเพิ่มขึ้นเป็น 34 ล้านคน กว่า 1 ใน 4 ของประชากรทั้งหมด เป็นวัย 10-24 ปี คือ 10.8 ล้านคน ซึ่งจะมีผลกระทบต่อภาวะเจริญพันธุ์ในระยะต่อมา โดยหลังจากมีการประกาศนโยบายประชากร เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2513 แล้วในระยะ 10 ปีต่อมา จำนวนประชากรวัยรุ่นและหนุ่มสาว ยังมีสัดส่วนสูงเป็นร้อยละ 35 ของประชากรทั้งหมด นั่นคือ จำนวน 13.7 ล้านคนต่อประชากรทั้งหมด 44 ล้านคน แต่ในระหว่าง พ.ศ. 2523-2531 จะเห็นว่า สัดส่วนของประชากร วัย 10-19 ปี ลดลง เนื่องจากผลกระทบของการดำเนินงาน ตามนโยบายประชากรแต่วัย 20-24 กลับมีแนวโน้มสูงขึ้น (ดังตารางที่ 1)

ตารางที่ 1 ประชากรวัยรุ่นในประเทศไทย พ.ศ. 2503-2531

กลุ่ม อายุ 10-19 ปี กลุ่ม อายุ 20-24 ปี
ปี พ.ศ. จำนวน(คน) ร้อยละ
ของประชากร
จำนวน(คน) ร้อยละ
ของประชากร
ประชากรทั้งหมด
2503 5,592,936 21.3 2,415,728 9.2 26,257,916
2513 8,289,764 24.1 2,682,995 7.8 34,397,374
2523 11,250,959 25.1 4,527,278 10.1 44,824,540
2527 12,105,000 24.0 5,095,000 10.1 50,396,000
2531 12,319.000 22.6 5,778,000 10.6 54,536,000

แหล่งข้อมูล กองสถิติสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข สถิติสาธารณสุข 2531

ถึงแม้ว่าแบบแผนสัดส่วนประชากรจะมีการเปลี่ยนแปลงไปก็ตาม แต่กลุ่มวัยรุ่นและหนุ่มสาว (10-24 ปี) ก็ยังมีถึง 1 ใน 3 ของประชากร ทั้งหมดของประเทศ และมีจำนวนถึง 18 ล้านคนในปี 2531 ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่ง และจากการเปลี่ยนแปลงทิศทางในการพัฒนาประเทศ และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะด้านการสื่อสาร ทำให้วัยหัวเลี้ยวหัวต่อนี้เสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพอนามัยได้ง่ายขึ้น

4. การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในช่วงวัยรุ่น

4.1 การเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย
ในเด็กหญิง

มีการเจริญเติบโตของเต้านม เริ่มอายุ 9-11 ปี
ขนที่หัวหน่าว เริ่มอายุ 11-12 ปี
น้ำเมือกจากช่องคลอดเปลี่ยนฤทธิ์จาก
ด่างเป็นกรด
เริ่มอายุ 11-12 ปี
ขนรักแร้ เริ่มอายุ 12-14 ปี
ประจำเดือนครั้งแรก เริ่มอายุประมาณ 12 ปี

ลักษณะเพศอย่างแรกที่เปลี่ยนแปลงให้เห็นได้ในเด็กหญิง คือ การเจริญเติบโตของเต้านมโดยการเกิด breast buds คือ การเจริญของหัวนมและลานนม และหลังมีประจำเดือนแล้ว เด็กหญิงจะสูงขึ้นได้อีกประมาณ 6-12 เซนติเมตร ( ดูรูปที่ 1 )

ในเด็กชาย

มีการเพิ่มของขนาดลูกอัณฑะและถุงอัณฑะ เริ่มอายุ 10-12 ปี
ต่อมลูกหมากเริ่มทำงาน เริ่มอายุ 11-12 ปี
นมแตกพาน เริ่มอายุ 13-14 ปี
มีขนที่หัวหน่าวและรักแร้ เริ่มอายุ 14-16 ปี
เสียงห้าว เริ่มอายุ 14-16 ปี
ตัวอสุจิโตเต็มที่ เริ่มอายุ 14-16 ปี

ลักษณะการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างแรกในเด็กชาย คือ การเพิ่มขนาดของลูกอัณฑะและอัณฑะ ตามด้วยการเพิ่มขนาดขององคชาต และต่อมลูกหมาก ( รูปที่ 2 )

การเปลี่ยนแปลงของเต้านมเด็กหญิง แบ่งออกเป็น 5 ระยะ ดังนี้คือ

ระยะที่ 1
ลักษณะเต้านมของเด็ก หัวนมนูนขึ้นเล็กน้อย
ระยะที่ 2
อายุ 11.2 +- 2.2 ปี เต้านมและลานนมโตขึ้นเล็กน้อย
ระยะที่ 3

อายุ 12.2 +- 2.1 ปี เต้านมและลานนมโตขึ้นจนเห็นได้ชัด
เหมือนเต้านมขนาดเล็กของผู้ใหญ่
ระยะที่ 4

อายุ 13.1 +- 2.3 ปี หัวนมและลานหัวนมยื่นจากฐานเต้านม
ทำให้เห็นเต้านมมีลักษณะเป็นเนิน 2 ชั้น
ระยะที่ 5

อายุ 15.3 +- 3.5 ปี เป็นลักษณะเต้านมผู้ใหญ่ ลานหัวนมรายลง
เห็นแต่หัวนมนูนอยู่บนฐานของเต้านมที่มีขนาดใหญ่ขึ้น

เด็กหญิงบางคน เต้านมเติบโตเพียงระยะที่ 4 แล้วหยุดแค่นี้ จนกว่าจะตั้งครรภ์หรือนานกว่านี้ จึงจะเปลี่ยนเป็นระยะที่ 5 บางคนข้ามระยะที่ 3 ไประยะที่ 5 โดยตรง ร้อยละ 50 ของเด็กผู้ชายวัยรุ่นมีเต้านมโตขึ้นได้ แต่ไม่เกินระยะที่ 2 และจะยุบลงปกติภายใน 11/2 - 2 ปี เมื่อ Androgen หลั่งออกมามากกว่า Estrogen แล้ว ( ดูรูปที่ 3 )

การเปลี่ยนแปลงของอัณฑะและองคชาตระยะต่างๆ

ระยะที่ 1
ลักษณะอัณฑะแลองคชาตเด็ก อัณฑะมีปริมาตรประมาณ 1.6 มล.
ระยะที่ 2


อายุ 11.6 - 2.1 ปี อัณฑะเพิ่มปริมาตรเป็น 1.6-6.0 มล.
ถุงอัณฑะมีหนังบางและสีแดงขึ้น องคชาตขนาดเท่าเดิม
หรือโตขึ้นเล็กน้อย
ระยะที่ 3

อายุ 12.9 +- 2.1 อัณฑะปริมาตร 6-12.5 มล.
ถุงอัณฑะโตและหนังบางยิ่งขึ้น องคชาตยาวขึ้น
ระยะที่ 4


อายุ 13.8 +- 2.0 ปี อัณฑะปริมาตร 12.5-20 มล.
ถุงอัณฑะโตและมีสีเข้มขึ้น องคชาตยาวและใหญ่ขึ้น
และหัวองคชาต (glands) โตขึ้น
ระยะที่ 5

อายุ 14.9 +- 2.2 ปี อัณฑะมีปริมาตร 20-25 มล.
องคชาตและอัณฑะมีขนาดและรูปร่างเท่าผู้ใหญ่ ( ดูรูปที่ 4 )

การเปลี่ยนแปลงของขนหัวเหน่าระยะต่างๆ

ระยะที่ 1
ยังไม่มีขนบริเวณหัวหน่าว
ระยะที่ 2


อายุ 13.4 +- 2.2 ปี ในชาย และอายุ 11.7 +- 2.4 ปี
ในหญิง เริ่มขนตรงๆ หรือหยิกเล็กน้อย สีอ่อน ขึ้นบางๆ
ที่บริเวณ 2 ข้าง labia และโคนองคชาต
ระยะที่ 3

อายุ 13.9 +- 2.1 ปี ในชาย และอายุ 12.4 +- 2.2 ปี
ในหญิง ขนหยิกหยาบและสีเข้ม ขึ้นกระจายไปถึงบริเวณหัวหน่าว
ระยะที่ 4

อายุ 14.4 +- 2.2 ปี ในชายและอายุ 13.9 +- 2.1 ปี ในหญิง
ลักษณะขนเหมือนของผู้ใหญ่ และขึ้นทั่วบริเวณหัวหน่าว
ระยะที่ 5


อายุ 15.2 +- 2.1 ปี ในชาย และอายุ 14.4 +- 2.2 ปี
ในหญิง ลักษณะขนและการกระจายเหมือนของผู้ใหญ่
โดยขยายไปตามแนวนอนและด้านในของต้นขา
ระยะที่ 6


พบร้อยละ 10 ในเด็กหญิงและร้อยละ 80 ในเด็กชาย
ที่ขนจะกระจายขึ้นมาบริเวณสันกลางหน้าท้อง (linear alba)
( ดูรูปที่ 5 )

4.2 การเปลี่ยนแปลงทางบุคลิกภาพ

จากทฤษฎีพัฒนาบุคลิกภาพของอีริคสัน แบ่งระยะพัฒนาการของตนออกเป็นขั้นต่างๆ 8 ขั้น พัฒนาการแต่ละขั้นติดต่อสืบเนื่องกันตลอดเวลา โดยมีพัฒนาการทางร่างกายเป็นตัวนำไปสู่พัฒนาการขั้นต่อๆ ไป อีริคสันได้แบ่งขั้นพัฒนาการดังนี้

ขั้นที่ 1 ความรู้สึกไว้วางใจหรือรู้สึกไม่ไว้วางใจ ซึ่งจะเกิดในช่วงอายุ 0-2 ปีแรกของชีวิต (Sense of Trust VS. Sense of Mistrust)

ขั้นที่ 2 ความรู้สึกเชื่อมั่นในตน หรือสงสัยไม่แน่ใจ ในความสามารถ อยู่ในช่วงอายุ 2-3 ปี (Sense of Autonomy VS. Sense of Doubt and Shame)

ขั้นที่ 3 การเป็นผู้นำริเริ่มหรือรู้สึกปด เกิดในช่วงอายุ 3-5 ปี (Sense of Initiative VS. Sense of Guilt)

ขั้นที่ 4 การรู้สึกว่าตนประสบความสำเร็จหรือรู้สึกด้อย (Sense of Industry VS. Sense of Inferiority) เกิดในช่วงอายุ 6-12 ปี ซึ่งเป็นช่วงต่อของวัยเด็กเข้าสู่วัยรุ่น จึงขอกล่าวโดยละเอียด

ในวัยนี้เด็กได้สำรวจสิ่งแวดล้อม เมื่อกระทำมากเข้า เขาจะได้ประสบการณ์มากขึ้น เนื่องจากเป็นวัยที่สามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้มาก เหมือนอย่างที่ผู้ใหญ่ทำ แต่ทำได้ไม่ดีเท่าเด็กวัยนี้ชอบแข่งขัน แต่ไม่ได้แข่งขันเพื่อให้ตนเองชนะเสมอ แต่จะแข่งเพื่อตั้งใจ วัดความสามารถของตนเอง เป็นวัยที่เด็กกลัวว่าจะด้อยกว่าคนอื่นๆ เขาจะพยายามลบความกลัวนี้ โดยพยายามเรียนรู้สิ่งต่างๆ ในสังคมด้วยการกระทำหรือทดลองทำซึ่งสิ่งผลให้เด็กมีความสามารถมากขึ้น

การเล่นของเด็กวัยนี้ จะนำสภาพจริงในสังคมมาเป็นกิจกรรมการเล่น และทั้งสองเพศมีแนวโน้มจะแยกกันอยู่ มีบางโอกาสที่มาเล่นรวมกันได้ แต่การเล่นจะมีความสำคัญน้อยลงในช่วงท้ายของระยะนี้ เนื่องจากเด็กเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น เด็กจึงทำอะไรเป็นงานเป็นการขึ้น
เด็กวัยนี้จะเห็นความสำคัญของเพื่อนและครอบครัวของเพื่อนมากขึ้น เพื่อนบ้านและโรงเรียนจะมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของเขา เป็นวัยที่มีบุคคลที่เขาชื่นชอบเป็นแบบอย่าง แต่เด็กจะไม่เลียนแบบทั้งหมด โดยเขาจะเลือกลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งที่มีความหมายสำหรับตัวเขาเท่านั้น

ขั้นที่ 5 การรู้จักตนเองหรือการไม่รู้จักตนเอง (Sense of Identity VS. Sense of Identity Diffusion) เกิดในช่วงอายุ 12-17 ปี เด็กวัยนี้มีร่างกายเจริญเติบโตรวดเร็ว ทำให้เด็กไม่แน่ใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเขา เขาจะเปรียบเทียบตัวเองกับเพื่อนๆ เพื่อให้มีความมั่นใจว่า เขาเหมือนเพื่อน อิริคสันกล่าวว่า ระยะนี้เป็นระยะที่เปิดโอกาสให้เด็กได้ทดลองบทบาทต่างๆ ก่อนที่จะเริ่มเป็นผู้ใหญ่จริงจัง และแนะนำว่า ผู้ที่อยู่ใกล้เด็กควรเปิดโอกาสให้เด็กได้ทดลองปฏิบัติหาประสบการณ์ และปรับตัวก่อนก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ในเรื่องดังต่อไปนี้

การเปิดโอกาสให้เด็กได้ทดลองปฏิบัติในสิ่งเหล่านี้ จะทำให้เด็กวัยรุ่นไม่มีปัญหา สามารถปรับตัวได้สำเร็จ แต่ถ้าผู้ใหญ่ไม่เปิดโอกาสให้เด็กได้พัฒนาเอกลักษณ์ของตนเอง จะทำให้เด็กสับสน ตัดสินใจไม่ถูกต้องว่า จะเลือกแนวทางชีวิตอย่างไร ความคิดของเด็กวัยรุ่นนี้จะเปิดกว้างสำหรับสิ่งแปลกใหม่ เขาจะไม่ยึดถือคำสอนดั้งเดิมของพ่อแม่ แต่เด็กจะหันมาหาคน ที่มีสภาพเหมือนตนเอง คือ เพื่อน ดังนั้นลักษณะของพ่อแม่ที่เด็กวัยรุ่นต้องการคือ ท่าทีที่แสดงถึงความเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ ร่วมสุข และเข้าใจความต้องการของเขา

ขั้นที่ 6 ความรู้สึกว่าตนมีเพื่อนหรือความรู้สึกอ้างว้าง (Sense of Intimacy VS. Isolation) เกิดในช่วงอายุ 17-21 ปี เมื่อเด็กผ่านช่วงวัยรุ่นตอนต้นแล้วเด็กจะเริ่มเป็นสมาชิก ที่มีส่วนรับผิดชอบต่อสังคมเต็มที่ และเป็นวัยที่มีความมุ่งหมายกับการทำงาน และการอยู่ใกล้ชิดกับเพศเดียวกันหรือเพศตรงข้าม เพื่อเลือกหาคนที่สนิทสนมใกล้ชิด และการแต่งงาน พัฒนาการในระยะนี้จะสำเร็จได้ขึ้นกับความสำเร็จของพัฒนาการระดับต้นๆ ที่ผ่านมา จะทำให้เขาสามารถใกล้ชิดสนิทสนมจริงจังกับผู้อื่นได้ แต่ถ้าพัฒนาการขั้นต้นไม่ประสบความสำเร็จ เขาจะไม่วางใจผู้อื่น ไม่พอใจในตนเอง ปรับตัวเองเข้ากับผู้อื่นไม่ได้ ทำให้รู้สึกอ้างว้าง และว้าเหว่

ขั้นที่ 7-8 เป็นวัยผู้ใหญ่ จะขอกล่าวโดยสรุปดังนี้

ขั้นที่ 7 ความรู้สึกรับผิดชอบแบบผู้ใหญ่ หรือความรู้สึกเฉื่อยชา (Sense of Generativity VS. Stagnation) เกิดในช่วงอายุ 20-40 ปี

ขั้นที่ 8 ความรู้สึกมั่นคงและทอดอาลัย (Sense of Ego Integrity VS. Despair) เกิดในช่วงอายุ 40 ปีขึ้นไป

โดยสรุปในระยะวัยรุ่นนี้ ทฤษฎีพัฒนาบุคลิกภาพของ Erik Erikson กล่าวว่า เป็นระยะที่พัฒนาการเกี่ยวกับการรู้สึกว่า ตนประสบความสำเร็จ มีอิสระ พึ่งตนเองได้ ทำให้มีความมุมานะ มีมโนธรรม การรู้จักตนเอง เป็นการสร้างเอกลักณ์ของตน มีการมองตน ความรู้สึกว่าตนมีเพื่อน มีความรัก ความผูกพันธ์กับผู้อื่นได้ คือ การมีมนุษยสัมพันธ์ ซึ่งเป็นคุณลักษณะสำคัญที่จำเป็นต้องมีในวัยรุ่น

4.3 การเปลี่ยนแปลงทางด้านอารมณ์

นักจิตวิทยาได้ให้ความหมายของอารมณ์ว่า เป็นสภาพการเปลี่ยนแปลงของร่างกายและจิตใจ อันเนื่องมาจากการปฎิสัมพันธ์ระหว่างสิ่งเร้า และอินทรีย์ และการแสดงโต้ตอบนั้นเป็นไปตามสถานการณ์ จัดเป็นความรู้สึกที่รุนแรงและแสดงออกผ่านอินทรีย์

เมื่อเกิดอารมณ์ขึ้นต้องมีการแสดงออก การแสดงออกของอารมณ์เป็นไปได้ 2 ทางคือ
ก. แสดงด้วยวาจา เช่น ส่งเสียงดัง พูดเสียงสั่น หัวเราะ ฯลฯ
ข. แสดงด้วยท่าทาง เช่น การแสดงออกทางใบหน้า, การแสดงออกทางกริยา การเคลื่อนไหวของร่างกาย การแสดงท่าทางต่างๆ

ลักษณะการแสดงออกของอารมณ์ของคนแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน และแต่ละบุคคลจะมีลักษณะอารมณ์ประจำตับ ปัจจัยที่ทำให้คนเรามีลักษณะอารมณ์ต่างกันคือ
ก. พันธุกรรม
ข. ประสบการณ์เดิม การอบรมเลี้ยงดูแต่เดิม เป็นอิทธิพลสำคัญที่ทำให้เราสร้างลักษณะอารมณ์ประจำตนขึ้น
ค. สังคม ซึ่งมีผลต่อแบบแผนการดำรงชีวิตของครอบครัว
ง. ยาหลอนประสาท ยาเหล่านี้มีส่วนทำให้เกิดอารมณ์บางอย่างได้ รวมทั้งยาเสพติดบางชนิด

สภาพทางอารมณ์ของเด็ก เมื่อย่างเข้าสู่วัยรุ่นมักมีอารมณ์ไม่ค่อยคงที่ คือ เปลี่ยนแปลงง่ายและรวดเร็ว ลักษณะอารมณ์ที่พบเสมอในเด็กวัยรุ่น คือ
ก. วิตกกังวล โดยเฉพาะผลสืบเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย รูปร่างหน้าตา รวมทั้งกังวลเกี่ยวกับอารมณ์เพศที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งพบมากในวัยรุ่นชาย และความกังวลเกี่ยวกับความเป็นอยู่ในครอบครัว ฐานะในสังคม ชีวิตอนาคต
ข. อารมณ์วู่วาม หงุดหงิด น้อยใจง่าย โกรธ และก้าวร้าว
ค. อารมณ์ผันผวน ไม่หนักแน่น ขึ้นๆ ลงๆ เปลี่ยนอารมณ์จากเริงร่าไปเป็นอารมณ์เศร้า ได้ในช่วงเวลาสั้นๆ
ง. มีอารมณ์รักร่วมเพศ ได้ในช่วงเวลาสั้นๆ

4.4 การเปลี่ยนแปลงทางสังคม

จากแนวคิดทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคมของเซียร์ (Sears' Social Learning Theory) อธิบายว่า พัฒนาการด้านสังคม เกิดจาการอบรมเลี้ยงดู และเป็นกระบวนการต่อเนื่อง ตามความคาดหวังของสังคมในเด็กแต่ละวัย ซึ่งแบ่งขั้นพัฒนาการออกเป็น 3 ขั้นใหญ่ๆ คือ

ก. ระยะที่ 1 พฤติกรรมเบื้องต้น (อายุ 0-16 เดือน) ได้แก่ ความต้องการพื้นฐาน และการเรียนรู้ระยะต้นของวัยทารก ในระยะนี้พฤติกรรมที่กระทำเพื่อลดแรงขับปฐมภูมิทั้งสิ้น โดยเด็กจะพัฒนาจากการลองผิดลองถูก เพื่อเลือกในสิ่งที่พ่อแม่ต้องการ ดังนั้นพัฒนาการของเด็กส่วนใหญ่ในขั้นนี้ จะสะท้อนให้เห็นบุคลิกภาพของผู้เลี้ยงดู

ข. ระยะที่ 2 ระบบสิ่งเร้าจากสังคมระยะแรก คือ การเรียนรู้โดยใช้ครอบครัวเป็นศูนย์กลาง (อายุ 11/2-6 ปี) สิ่งแวดล้อมทางสังคมภายในครอบครัวเริ่มมีบทบาทต่อพัฒนาการของเด็ก

ค. ระยะที่ 3 ระบบสิ่งเร้าจากสังคมระยะหลัง เป็นการเรียนรู้จากสังคมภายนอกครอบครัว (อายุ 6 ปีขึ้นไป) ได้แก่ การเรียนรู้พฤติกรรมสังคมจากระบบต่างๆ ของสังคม เช่น โรงเรียน สถาบันทางศาสนา ชุมชนที่อยู่อาศัย เป็นต้น

ดังนั้นวัยรุ่นจึงมีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เห็นได้ชัด คือ

4.5 การเปลี่ยนแปลงด้านสติปัญญา

จากแนวคิดทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของ จอง ฟีอาเจท์ (Jean Piaget) ได้แบ่งระดับพัฒนาการทางสติปัญญา ออกเป็น 3 ระดับตามวัยดังนี้
ก. ระดับพัฒนาการความรู้สึกทางอวัยวะเคลื่อนไหว เกิดในช่วงอายุ 0-2 ปี (Sensorimotor phase)
ข. ระดับพัฒนาการทางความคิดรวบยอด เกิดในช่วงอายุ 11/2-2 ปี ถึงอายุ 11-12 ปี (Conceptual Thought Phase)
ค. ระดับพัฒนาการเข้าใจอย่างมีเหตุผล ในเด็กตั้งแต่อายุ 11 ปี เป็นต้นไป (Cognitive Thought Phase)

ซึ่งเป็นระยะที่ถือว่า พัฒนาการทางสติปัญญา และความคิดของเด็กพัฒนาขึ้นสู่ระดับวุฒิภาวะสูงสุด เด็กวัยนี้จะเริ่มคิดเหมือนผู้ใหญ่ มีเหตุผล คิดอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงทางสติปัญญาตามปกติของวัยรุ่นมักเป็นดังนี้

โดยสรุป วัยรุ่นเป็นเวลาแห่งการ

  1. ค้นหา เพื่อให้รู้จักตนเอง
  2. แสวงหาให้รู้จักสังคมและโลกภายนอก
  3. ปรารถนาใครสักคนหนึ่งที่เข้าใจ รักใคร่ ใกล้ชิด และผูกพันด้วย
  4. ความรัก ความสวยงาม ความสมหวัง ซึ่งอาจเปลี่ยนเป็นความรู้สึกมืดมน ผิดหวัง ว้าเหว่ โดดเดี่ยว
  5. คิดเพ้อฝัน จินตนาการกว้างไกล
  6. ผจญภัย ทดลอง ชอบเสี่ยง
  7. อารมณ์ ผันผวนไม่หนักแน่น

พัฒนาการที่เหมาะสมของวัยรุ่น ควรสิ้นสุดโดยมีลักษณะดังต่อไป
  1. ความสำเร็จในการแยกเป็นอิสระ ไม่ต้องพึ่งพาพ่อแม่
  2. การมีพฤติกรรมทางเพศที่เหมาะสม
  3. รับผิดชอบต่อการงาน
  4. มีจริยธรรมประจำใจ
  5. ความสามารถที่จะสร้างสัมพันธภาพที่ลึกซึ้ง และถาวรกับผู้อื่น
  6. การกลับไปมีสัมพันธภาพกับพ่อแม่ด้วยความเข้าใจที่ดีขึ้น

5. ปัญหาที่พบบ่อยในวัยรุ่น

5.1 ปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพกายที่พบบ่อยๆ และก่อให้เกิดความวิตกกังวลแก่เด็กวัยรุ่น ได้แก่

5.2 ปัญหาเกี่ยวกับจิตใจ มักเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย การมีอารมณ์ทางเพศและความขัดแย้งในค่านิยมของสังคม ทำให้มีเด็กมีลักษณะอารมณ์ต่างๆ ออกมา

เหตุการณ์ที่สำคัญที่ทำให้วัยรุ่นเกิดปัญหาทางจิตใจ อารมณ์และสังคม ได้แก่

5.3 ปัญหาชีวิต เกิดจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็ก เช่น การสูญเสียบุคคลสำคัญ เข้ากับเพื่อนฝูงไม่ได้ ปัญหาการเรียนและปัญหาครอบครัว

5.4 ปัญหาทางเพศ เนื่องจากวัยรุ่นเป็นวัย ที่มีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลง ของระบบอวัยวะสืบพันธุ์ทั้งภายนอก ภายใน เพื่อพร้อมที่จะมีเพศสัมพันธ์ได้ วัยรุ่นเริ่มมีอารมณ์รักใคร่ ดังนั้นหากเขาเหล่านี้ ไม่ได้รับการเตรียมตัวที่ดีในเรื่องเพศ อาจทำให้เด็ก มีพฤติกรรมทางเพศที่ไม่ถูกต้องได้ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อเนื่องระยะยาว

ผลของการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ตั้งใจ อาจเกิดขึ้นโดย
ก. เหตุผลักดันทางสรีรวิทยา ประกอบกับการรู้เท่าไม่ถึงการณ์
ข. ถูกข่มขืน กระทำชำเรา

เมื่อวัยรุ่นมีปัญหาดังกล่าวต่างๆ เกิดขึ้น จะแสดงออก ในลักษณะอารมณ์ต่างๆ เช่น โกรธ เศร้า วิตกกังวล ถ้าเด็กได้รับคำแนะนำที่ดีถูกต้องเหมาะสมกับสถานการณ์ต่างๆ เด็กก็จะระบายอารมณ์ออกมาในทางที่ถูกต้อง เช่น เรียน ค้นคว้า เล่นกีฬา เล่นดนตรี งานอดิเรก สังสรรค์กับเพื่อน เป็นต้น และเด็กจะรู้สึกภาคภูมิใจและนับถือตนเอง ในทางตรงกันข้าม ถ้าเด็กไม่ได้รับการประคับประคองที่ดี อาจทำให้มีพฤติกรรมเบี่ยงเบน ไปสู่ความผิดปกติทางจิตและประสาทได้ ทั้ง 2 ด้าน คือ ท้อแท้ สิ้นหวัง หรือก้าวร้าวประชดชีวิต (ดังแผนภูมิที่1)

6.ผลเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ตั้งใจ

การที่เด็กวัยรุ่นมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้เตรียมตัวเจรียมใจให้รอบคอบก่อน จะส่งผลกระทบในทางที่ไม่พึงปรารถนาหลายด้าน ดังนี้

ก. โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ได้แก่ หนองในแท้ หนองในเทียม ซิฟิลิส แผลริมอ่อน เริม หูดหงอนไก่ พยาธิในช่องคลอด เชื้อรา โรคเอดส์ และอาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นตามมาคือ เป็นหมัน เป็นมะเร็งปากมดลูก เสียสติเนื่องจากซิฟิลิสขึ้นสมอง และเสียชีวิตเนื่องจากเลือดเป็นพิษเป็นเอดส์ และหญิงที่มีโรคเหล่านี้ หากตั้งครรภ์จะมีภาวะแทรกซ้อนได้ง่ายทั้งต่อแม่และทารกในครรภ์

ข. การตั้งครรภ์ที่ไม่ต้องการ เด็กวัยรุ่นที่ตั้งครรภ์จะมีภาวะเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยและการตายได้ง่าย ทั้งตัวมารดาและทารกในครรภ์ โดยจะพบว่า แม่ที่อายุน้อยจะมีอัตราตายสูงกว่าแม่ที่มีอายุระหว่าง 20-30 ปี ซึ่งไม่ว่าจะเป็นประชากรของประเทศที่พัฒนาแล้ว หรือด้อยพัฒนาก็จะมีแบบแผนเดียวกัน

ส่วนภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยในแม่วัยรุ่นคือ

หากไม่ต้องการตั้งครรภ์ต่อไป แม่วัยรุ่นมักจะไปทำแท้ง โดยมักจะตัดสินใจล่าช้า จนเข้าสู่ไตรมาสที่ 2 เนื่องจากความกลัว อาย ทำให้การทำแท้งยุ่งยาก และเกิดภาวะแทรกซ้อนได้มากมาย โดยเฉพาะการกระทำโดยผู้ที่ไม่มีความรู้ ความชำนาญ ได้แก่ การติดเชื้อ การตกเลือด ทารกพิการ การเป็นหมัน และเสียชีวิต

ส่วนปัญหาสังคมอื่นที่ตามมา คือ
  1. ต้องถูกออกจากโรงเรียน ทำให้มีผลต่อการประกอบอาชีพในอนาคต ขาดโอกาสในการทำงานที่ดี เป็นที่รังเกียจของสังคม อาจลงเอยด้วยการฆ่าตัวตาย
  2. เด็กที่คลอดออกมามักจะถูกทอดทิ้ง หรืออาจถูกฆ่า หรืออาจต้องยกให้เป็นบุตรบุญธรรม
  3. การขาดทักษะในการเป็นพ่อแม่ ทำให้เด็กวัยรุ่นเลี้ยงลูก ด้วยความวิตกกังวล ท้อแท้ อาจทารุณกรรมเด็ก ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของเด็กคนนั้นต่อไป ก่อให้เกิดปัญหาวนเวียนเป็นลูกโซ่
  4. หากจำเป็นต้องแต่งงานกันหรืออยู่ด้วยกัน อาจลงเอยด้วยการหย่าร้างเนื่องจากความไม่พร้อมในการครองคู่ และทำให้วัยรุ่นหญิงเหล่านี้ต้องเผชิญอนาคตอย่างโดดเดี่ยว (ดูแผนภูมิที่ 2)

7. การส่งเสริมสุขภาพของวัยรุ่นและการดูแล

วัยรุ่นต้องการการดูแลที่เฉพาะจากครอบครัว โรงเรียนและบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข บริการที่จำเป็นต่อความต้องการของวัยรุ่น คือ

ก. การให้ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพการเจริญพันธุ์ ทั้งจากครอบครัวและในโรงเรียน

ข. การให้คำปรึกษาแนะแนว เด็กต้องการคำแนะนำตามลักษณะปัญหา ซึ่งประกอบด้วยการแนะแนวปัญหาสุขภาพ การแนะแนวการศึกษา การแนะแนวอาชีพ การแนะแนวปัญหาส่วนตัวอื่นๆ ละการแนะแนวเกี่ยวกับการมีครอบครัว เป็นต้น

ค. บริการเกี่ยวกับการวางแผนครอบครัว เพื่อให้เด็กได้ปลอดภัยจากการติดโรคที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และป้องกันการเกิดการตั้งครรภ์ที่ไม่ต้องการ

ง.บริการตรวจสุขภาพ ตามปัญหาที่พบบ่อยในวัยนี้
จ. บริการทางสังคมสงเคราะห์อื่นๆ ที่จำเป็น เช่น บ้านพักฟื้น การฝึกอาชีพ ฯลฯ

ฉ. มาตรการทางกฎหมาย เพื่อช่วยคุ้มครองเด็กและเยาวชน จากการเอารัดเอาเปรียบของผู้มีอิทธิพลในสังคม

บทบาทของครอบครัวต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของวัยรุ่น

วัยรุ่นเป็นวัยที่ค่อนข้างยุ่งยากทั้งต่อตัววัยรุ่นเองและต่อผู้เป็นพ่อแม่ ปัญหาระหว่างวัยมักจะเกิดขึ้นได้ง่าย หากพ่อแม่ยึดมั่นกับรูปแบบและประสบการณ์ตนเองมากเกินไป และบังคับให้วัยรุ่นปฏิบัติตามกรอบของตน ดังนั้นพ่อแม่จึงต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติหรือท่าทีที่มีต่อลูก ให้เป็นไปตามวัยของเขาและต้องไวต่อความรู้สีก ความต้องการของบุตรวัยรุ่น การห้ามปรามจำกัดขอบเขต ต้องอยู่ในระดับพอเหมาะพอควร ในลักษณะที่จริงจังหนักแน่น และไม่ใช่การลงโทษที่รุนแรง ถ้ามากเกินไปวัยรุ่นจะมองว่า พ่อแม่ไม่เข้าใจหรือไม่ไว้วางใจในตัวเขา หากน้อยไปเขาก็จะคิดว่าพ่อแม่ไม่สนใจแยแส พ่อแม่จึงต้องให้โอกาสแก่วัยรุ่นให้ดูแลรับผิดชอบตนเองบ้าง ไม่ตีกรอบเฉพาะในครอบครัวมากเกินไปจนเด็กรู้สึกอึดอัด เพราะเด็กต้องการเรียนรู้จากสังคมภายนอกมากขึ้น เพื่อความอยู่รอดในการดำรงชีวิตให้โอกาสเด็กมีเสรีภาพส่วนตัวบ้าง ไม่เข้าไปวุ่นวายมากเกินไป

การที่พ่อแม่จะควบคุมบุตรวัยรุ่นได้ดีก็ต้องพยายามใกล้ชิดเด็ก ตั้งแต่เขายังเล็ก จะทำให้เข้าใจนิสัยใจคอของเขา และมีความผูกพันใกล้ชิดกันและกันเมื่อเขามีปัญหาก็จะมาหาเราเสมอ

ดังนั้นพ่อแม่จึงควรดูแลเอาใจใส่ลูกในเรื่องต่อไปนี้

ก. การกิน เด็กวัยนี้ต้องการอาหารเพิ่มขึ้น เนื่องจากอยู่ในวัยเจริญเติบโตเร็วอีกครั้ง จึงต้องให้อาหารที่มีประโยชน์เพียงพอต่อความต้องการ มิฉะนั้นจะเกิดปัญหาทางรูปร่าง
ข. การนอนและการออกกำลังกายให้พอเหมาะ
ค. การขับถ่าย ซึ่งมักไม่เป็นปัญหาในวัยนี้
ง. การป้องกันโรค อุบัติเหตุ และการรักษา ควรกระทำอย่างสม่ำเสมอ
จ. ให้โอกาสทำกิจกรรมต่างๆ ตามความสามารถ รวมทั้งมีการพักผ่อนหย่อนใจที่เหมาะสม
ฉ. แนะนำการศึกษาและอาชีพ
ช. ให้โอกาสในการคบเพื่อนต่างเพศ ศึกษาเพศตรงข้าม
ซ. ให้โอกาสรับผิดชอบ และปฏิบัติงานเพื่อชื่อเสียงของตนเอง
ญ. อบรมด้านความรับผิดชอบ ให้มีศีลธรรม คุณธรรม และควบคุมตนเองให้ดี ฝึกให้เด็กมีความกล้าหาญ เสียสละและบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม

ดังนั้นเพื่อให้พ่อแม่ได้มีความเข้าใจต่อการเปลี่ยนแปลงของวัยรุ่น จึงจำเป็นต้องมีบริการสำหรับครอบครัวเช่นกัน โดยเฉพาะบริการให้คำปรึกษาแนะแนว เพื่อให้พ่อแม่มีความเข้าใจเด็กวัยนี้ และให้การช่วยเหลือได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะการเตรียมตัวเกี่ยวกับความรู้และการปฏิบัติตัวทางเพศ ที่ถูกที่ควรต่อบุคคล เวลา และสถานที่

ตัวอย่างกิจกรรมเพื่อส่งเสริมสุขภาพของวัยรุ่น
  1. โครงการสำหรับพ่อแม่
  2. การให้ความรู้เกี่ยวกับชีวิตครอบครัวศึกษาในโรงเรียน
  3. การให้ความรู้แก่เยาวชนที่อยู่นอกระบบโรงเรียน
  4. Youth to Youth Programs

แพทย์หญิงศิริกุล อิศรานุรักษ์
ภาควิชาอนามัยแม่และเด็ก คณะสาธารณสุขศาสตร์ ม.มหิดล


[ BACK TO LIST]

[Home] [ เพศ] [ครอบครัว] [ ผู้สูงวัย ] [วัยรุ่น] [คุมกำเนิด] [ โรคสตรี ] [กามโรค] [เกย์] [ law ]