clinicrak.com   คลินิกรัก


ยาบำรุงทางเพศ ความจริงหรือความเชื่อ ?

วันดี สันติวุฒิเมธี


APHRODISIACS FACT OR FOLKLORE ?

An aphrodisiac is any of various forms of stimulation thought to arouse sexual excitement. Aphrodisiacs may be classified in two groups : (1) psychophysiological--visual, tactile, olfactory, aural and (2) internal--food, alcoholic drinks, drugs, love potions. Named after Aphrodite, the Greek goddess of sexual and beauty, the list of supposed sexual stimulants includes anchovies and adrenaline, licorice and lard, scallops and Spanish fly, and hundreds of other items.

According to the Food and Drug Administration, the reputed sexual effects of so-called aphrodisiacs are based in folklore, not fact. Such findings clash with a 5,000-year tradition of pursuing sexual betterment through use of plants, drugs and magic. People continue their optimistic quest for drug-induced sexual success. It is easy to imagine how the sex organs of animals such as goats and rabbits, known for their procreativeness, have achieved their status as love aids. Some foods were glorified as aphrodisiacs based on their rarity and mystery. Many ancient peoples believed in the so-called "law of similarity," reasoning than an object resembling genitalia may possess sexual powers. Ginseng, rhinoceros horn, and oysters are three classical examples.

Despite the lack of scientific evidence of effectiveness and safety, the love potion industry thrives to this day, talking in revenues in the hundreds of millions of dollars a year. Individuals with sexual problems should, in fact, seek a physician's advice. A lack of sexual ability could be caused by stress or a medication one is talking, or an underlying condition like diabetes or high blood pressure. A universal aphrodisiac may never be found, but experts agree that what's good for your overall health is probably good for your sex life too. A good diet and a regular exercise program are a more dependable path to better sex than are tiger's penis, deer's antlers, and bears' paws. Equally important is a good mental state.

"ซื้อจู๋เสือไหมพี่"

เสียงแม่ค้าชาวพม่าบริเวณตลาดท่าขี้เหล็ก ชายแดนไทย-พม่า ร้องเชิญชาวนให้นักท่องเที่ยวอุดหนุนสินค้าของนาง ...ชิ้นส่วนสีน้ำตาลขนาดยาวหลายนิ้วที่วางอยู่ในตู้กระจกหน้าร้าน ชวนให้คนอยากรู้อยากเห็นเข้าไปพิจารณาใกล้ๆ

แม่ค้าชาวพม่ารีบอวดอ้างสรรพคุณสินค้าในตู้
"อันใหญ่ๆ นี่เป็นจู๋เสือตัวใหญ่ ส่วนอันเล็กเป็นของเสือตัวเล็ก ถ้าซื้อไปฝากคนสูงอายุต้องใช้จู๋เสือตัวใหญ่ ถ้ายังหนุ่มก็ใช้จู๋เสือตัวเล็ก กินแล้วคึกคักแข็งแรงเหมือนเสือเลยนะพี่"

นางอรรถาธิบายเพิ่มเติมว่า การบำรุงอวัยวะเพศคนให้แข็งแรงนั้น จะต้องกินอวัยวะเพศสัตว์ที่มีความแข็งแรง วิธีกินก็ไม่ยากเย็นอะไร แค่นำไปดองเหล้าหรือต้มกับสมุนไพรจีนที่ทางร้านจัดขายเป็นชุดๆ แล้วจิบเหล้าหรือน้ำต้มสมุนไพรนั้นทีละน้อย มิช้านาน พวกที่เคยไปไม่ถึงสวรรค์ก็ได้เห็นสวรรค์กันคราวนี้

จริงหรือที่ยาบำรุงทางเพศช่วยให้สมรรถภาพทางเพศ ของชายแข็งแกร่งขึ้น
จำเป็นหรือที่มนุษย์จะต้องใช้ยาบำรุงทางเพศ ที่มาจากอวัยวะสัตว์ เป็นสะพานไปสู่ความสุขทางกามารมณ์
ยาบำรุงทางเพศเป็นความจริงแท้หรือเป็นแค่ความเชื่อ ที่มนุษย์ยึดถือมาหลายพันปี ?

ตำนานดำกฤษณา

เนิ่นนานมาแล้วที่มนุษย์เฝ้าค้นหายาบำรุงทางเพศ จากสรรพสิ่งรอบกาย แม้ไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัดว่า ยาบำรุงทางเพศมีขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อใด แต่เชื่อแน่ว่า มนุษย์ทุกชาติภาษาต่างครุ่นคิดถวิลถึงเรื่องนี้ตลอดมา เพราะความต้องการทางเพศไม่ใช่ความชอบหรือรสนิยม แต่เป็นสัญชาตญาณ แม้ไม่ใช่ทุกคนที่จะหมกมุ่นในเรื่องเพศรส ทว่าคนที่ข้องแวะอยู่กับเรื่องนี้มักมี "อำนาจ" ทั้งในเชิงสังคมและเศรษฐกิจ

ด้วยเหตุนี้กระมังในแต่ละชนชาติจึงมีตำราว่าด้วย ยาบำรุงทางเพศในแบบฉบับของตน บางตำรายังคงได้รับความนิยม มาจนปัจจุบัน ตัวอย่างก็เช่น เมื่อหลายพันปีก่อนชาวสเปน และชาวยุโรปตอนใต้ ได้ทดลองนำแมลงปีกแข็งชนิดหนึ่ง มาสกัดด้วยแอลกอฮอล์จนได้สารแคนทาริติน ที่มีฤทธิ์กระตุ้นความต้องการทางเพศ แรกทีเดียวยาชนิดนี้ ใช้เพื่อกระตุ้นให้ม้าคึกคัก พร้อมที่จะผสมพันธุ์ ต่อมามีการนำมาทดลองใช้กับมนุษย์ จนถึงทุกวันนี้ไม่มีหนุ่มน้อย หนุ่มใหญ่คนไหนไม่รู้จักยาปลุกเร้าอารมณ์ทางเพศที่ชื่อ แมลงวันสเปน (Spanish Fly)*

บางตำราก็พิสดารสุดจะจินตนาการเป็นต้นว่า ชนบางกลุ่มทั้งหญิงและชายใช้ถุงน้ำดีของหมาใน ทาบริเวณอวัยวะเพศหรือใช้น้ำอสุจิของอูฐถูบริเวณอวัยวะเพศ เพื่อเพิ่มความกำหนัด บางพวกใช้ปลิงหมักกับมูลสัตว์จนเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วทาที่อวัยวะเพศชายเพื่อเพิ่มขนาด เป็นต้น ตัวอย่างเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นว่า ยาบำรุงทางเพศเกิดมีขึ้นในทุกหนทุกแห่ง ผู้คิดค้นตัวยาอาศัยวัตถุดิบที่อยู่รอบตัว สังเกตและทดลอง ครั้งแล้วครั้งเล่า จนคิดว่าได้ตัวยาที่ทรงประสิทธิภาพ

นักวิชาการบางคนตั้งข้อสังเกตว่า กลุ่มคนที่ต้องการ ยาบำรุงทางเพศมักมีฐานะร่ำรวย เป็นชนชั้นสูงหรือชนชั้นปกครอง คนกลุ่มนี้หลีกพ้นไปจากเรื่องปัญหาปากท้อง ทำให้มีเวลานึกถึง การมีชีวิตที่ยืนยาวและต้องการตักตวงความสุขอย่างเต็มที่ ผู้ชายมักมีภรรยาหลายคน จึงต้องการยาอายุวัฒนะ และยาบำรุงสมรรถภาพทางเพศควบคู่กันไป

ประเทศจีน คนจีน ก็อยู่ในข่ายนี้
อารยธรรมจีนเจริญรุ่งเรืองต่อเนื่องกันมาเป็นเวลายาวนาน และก้าวหน้ากว่าประเทศใดๆ ในโลก จีนเป็นผู้คิดค้นวิทยาการที่สำคัญ หลายแขนง เช่นค้นพบว่าการทำกระดาษ น้ำหมึก การพิมพ์ ฯลฯ หลายคนยอมรับว่า จีนเป็นเจ้าตำรับแห่งอาหารและยาอายุวัฒนะ แน่นอน... รวมทั้งยาบำรุงทางเพศด้วย จึงไม่ใช่เรื่องแปลก ที่คราใดก็ตามที่มีการพูดถึงยาบำรุงทางเพศ คนจีนประเทศจีน จะถูกผนวกเข้าไว้ในเรื่องนี้เสมอ ไม่มีใครแปลกใจว่าทำไม จีนจึงเป็นตลาดการค้ายาบำรุงทางเพศที่ใหญ่ที่สุดในโลก อาหารฮ่องเต้จำพวกอุ้งตีนหมีตุ๋น โสม อวัยวะเพศเสือตุ๋นยาจีน ซุปเขากวางอ่อน เป็นเรื่องที่ทุกคนพอจะได้ยินสรรพคุณมาบ้าง

กล่าวกันว่า ความรู้ทางการแพทย์ของจีนส่วนใหญ่ เกิดขึ้นในราชสำนัก บรรดาแพทย์จากหัวเมืองต่างๆ ที่มีความรู้ ความสามารถ จะถูกระดมเข้ามาดูแลสุขภาพขององค์จักรพรรดิ หรือฮ่องเต้ ให้มีพลานามัยแข็งแรงและมีประชนมายุยืนยาว หากฮ่องเต้ประชวรเมื่อใด แพทย์หลวงจะถูกลดเงินเดือนทันที เพราะตามกฎของราชสำนักถือว่าเป็นความบกพร่องของแพทย์ ที่จัดอาหารไม่เหมาะสมให้เสวย

บรรดาแพทย์หลวงจึงต้องพยายามคิดค้นสูตรอาหาร และยาบำรุงขนานต่างๆ เตรียมพร้อมไว้เสมอ สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือ อาหารหรือยาบำรุงทางเพศ เพราะนอกจากฮ่องเต้จะต้องปฏิบัติภารกิจ ในการปกครองบ้านเมืองแล้ว พระองค์ยังต้องดูแลพระมเหสี และนางสนมกำนัลอีกนับสิบนับร้อยคนให้มีความสุขถ้วนหน้ากัน

ตำราอายุวัฒนะเล่มหนึ่งกล่าวถึงความสุขในกามารมณ์ของจักรพรรดิ พระองค์แรกแห่งราชวงศ์จิ๋น ว่า พระองค์ทรงส่งออกไปเสาะหาอาหารอายุวัฒนะ ที่สามารถช่วยบำรุงสมรรถภาพทางเพศของพระองค์ให้แข็งแรงมากขึ้น เพื่อพระองค์จะได้ปรนเปรอความสุขให้นางสนมของพระองค์ได้นานวัน พระองค์ตรัสว่า
"การมีชีวิตยืนยาวคงไม่มีประโยชน์อันใด หากไม่สามารถ มีความสุขทางเพศได้ "
นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมตำรายาอายุวัฒนะ มักจะรวมเรื่องการเสริมสมรรถภาพทางเพศไว้ด้วย

ก่อนที่เราจะก้าวล่วงเข้าไปในเรื่องยาบำรุงทางเพศชนิดต่างๆ เห็นทีจะต้องทำความเข้าใจกับความหมายของคำว่า "ยาโป๊ว" และ "ยาโด๊ป" ให้ถ่องแท้เสียก่อน เพราะเรามักได้ยิน สองคำนี้อยู่บ่อยๆ โดยที่อาจจะยังไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริง

นายแพทย์ชวลิต สันติกิจรุ่งเรือง ผู้ช่วยอธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ให้ความกระจ่างในเรื่องนี้ว่า

"ในทางการแพทย์แล้ว ทั้งสองคำมีที่มาและลักษณะการใช้ต่างกัน คือ ยาโป๊ว มาจากการแพทย์จีนหมายถึง อาหารหรือยาที่ช่วยบำรุงร่างกาย ที่อ่อนแอ ให้กลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม ส่วนยาโด๊ป มาจากการแพทย์ตะวีนตก หมายถึง ยาบำรุงร่างกาย ให้แข็งแรงมากกว่าคนปรกติ เราจะเห็นว่า ทั้งสองคำ มีความหมายว่า ยาบำรุงเหมือนกันแต่กลุ่มผู้ใช้ต่างกัน"

อย่างไรก็ตาม คำสองคำนี้มักถูกนำมาใช้โดยมีความหมายว่า ยาบำรุงทางเพศ เพราะ "ยาบำรุงร่างกาย" นั้นมีนัยครอบคลุม ไปถึงเรื่องเพศด้วย คำว่ายาโป๊วและยาโด๊ปจึงถูกใช้ทดแทนกันไปมา ในความหมายเดียวกัน ประโยคที่ว่า "จู๋สุนัข สุดยอดยาโป๊ว" และ "ยาโด๊ปจู๋สุนัข กินแล้วเป็นจอมยุทธ์ไร้เทียมทาน " จึงมีความหมายไม่ต่างกัน ทั้งๆ ที่ต้นกำเนิดของคำทั้งสอง แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ต้นกำเนิดยาโด๊ปนั้นมาจากความต้องการกระตุ้นอารมณ์ทางเพศ ที่มีอยู่แล้วให้เพิ่มมากขึ้นกว่าปรกติ เช่น การใช้แมลงวันสเปน, ยาเลิฟ* เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนทางเพศออกมากกว่าปรกติ เป็นต้น ส่วนต้นกำเนิดยาโป๊ยของชาวจีน เริ่มต้นจากหลักการรักษาแบบหยินหยาง หรือสมดุลของร่างกาย คนที่จะใช้ยาโป๊วได้ต้องเป็นผู้มีสุขภาพอ่อนแอ หลักการคิดค้นตัวยารักษาโรคในอดีตจะเริ่มต้นที่ "กฎแห่งความเหมือน" หรือ "กินอันไหนบำรุงอันนั้น" นั่นคือ กินเลือดบำรุงเลือด กินตับบำรุงตับ หากต้องการบำรุงอวัยวะเพศก็จะต้องกินอวัยวะเพศ ส่วนจะใช้ชิ้นส่วนของสัตว์ ชนิดใดนั้น เป็นหน้าที่ของแพทย์ที่จะต้องเสาะหาชิ้นส่วนอวัยวะสัตว์ชนิดต่างๆ เข้าห้องปรุงยาครั้งแล้วครั้งเล่าจนได้สูตรยาที่ต้องการ

วัตถุดิบที่นำมาใช้ทำยาโป๊วบำรุงทางเพศมาจากสมุนไพร ทั้งจากพืชและสัตว์ ซึ่งล้วนแต่เป็นภูมิปัญญาของบรรดาบุรุษที่เฝ้าสังเกต ทดลอง และสั่งสมประสบการณ์ถ่ายทอดสืบต่อกันมา เช่นเรื่องที่เล่ากันว่า คนเลี้ยงแพะสังเกตเห็นแพะตัวผู้กินหญ้าชนิดหนึ่งเข้าไป แล้วเกิดอารมณ์ทางเพศจนต้องวิ่งเข้าใส่แพะตัวเมีย เมื่อคนเลี้ยงแพะ ลองนำมากินดูก็พบว่า เกิดแรงกระตุ้นทางเพศเช่นเดียวกัน จึงตั้งชื่อหญ้าชนิดนี้ว่า หยินหยางหัว หรือ หญ้าเขาแพะ เป็นต้น

สมุนไพรที่ได้จากสัตว์นั้นมีความเชื่อกันว่า หากกินอวัยะเพศสัตว์ที่แข็งแรงเข้าไปก็จะแข็งแรงเฉกเช่นสัตว์ชนิดนั้น เช่น ถ้ากินอวัยวะเพศเสือ ชายผู้นั้นก็จะมีความแข็งแรงกำยำ ดังเจ้าแห่งพงไพร ถ้ากินอุ้งตีนหมี ชายผู้นั้นจะสามารถสู้กับศึกรักได้ โดยไม่พรั่นพรึงเช่นเดียวกับเวลาที่เจ้าหมียักษ์ใช้อุ้งตีนตะปบคู่ต่อสู้ เป็นต้น นอกจากนี้ยังนิยมกินสัตว์ที่มีรูปร่างคล้ายอวัยวะเพศชายด้วย อวัยวะสัตว์ที่ชาวจีนนำมาทำยาบำรุงทางเพศจึงมีมากมายตั้งแต่ จู๋เสือ จู๋ช้าง จู๋กวาง จู๋แมวน้ำ จู๋สิงโตทะเล อุ้งตีนหมี เขากวางอ่อน กิ้งก่าแดง ตุ๊กแก ม้าน้ำ กระดองเต่า ตัวไหม ไตแมว รกคนตากแห้ง ฯลฯ

แพทย์จีนแต่ละยุคสมัยพยายามพัฒนาสูตรยาให้มีคุณภาพ เป็นที่ยอมรับสูตรยาหลายชนิดที่เป็นเพียงความเชื่อ ไม่สามารถหาเหตุผลทางวิทยาศาสตร์มายืนยันได้ก็ถูกยกเลิกไป ยาบางสูตรที่พิสูจน์ได้ก็ได้รับความนิยมทั้งจากแพทย์แผนโบราณ และแพทย์แผนปัจจุบัน แต่ก็ยังมียาอีกหลายชนิดที่ผู้บริโภคจำนวนหนึ่ง ยังเชื่อมั่นในสรรพคุณ เช่น อวัยวะเพศเสือ ม้าน้ำ ฯลฯ แม้ว่าจะไม่สามารถหาเหตุผลทางวิทยาศาสตร์มายืนยันได้ก็ตาม

นับตั้งแต่มีการเดินทางค้าขายกันระหว่างโลกตะวันตกกับโลกตะวันออก อำนาจของยาโป๊วไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในแผ่นดินจีน และการคิดค้นยาโด๊ป ก็มิได้จำกัดอยู่ในโลกตะวันตกอีกต่อไป ปัจจุบันผู้คนมากมาย รู้จักยาโป๊วและยาโด๊ปจากการโฆษณาชวนเชื่อทำให้มีการบริโภคยาเหล่านี้ มากเกินความจำเป็นและเกินขีดจำกัดของธรรมชาติ

อาจารย์พรชัย ตระกูลวรานนท์ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า

"อันที่จริงแล้วตำราแพทย์จีนในยุคแรกๆ จะบันทึกข้อมูลเอาไว้ ในความหมายกลางๆ คือมีทั้งข้อดีและข้อเสีย แต่คนรุ่นหลังบางกลุ่ม ได้นำความรู้เก่าออกมาตีความจนเกินจริง และกระจายข้อมูลข่าวสาร ที่ผิดพลาดออกไป เมื่อจีนเริ่มติดต่อค้าขายกับต่างชาติมากขึ้น ความรู้ ความเชื่อเหล่านี้ก็เริ่มขยายความออกไป คนที่ไม่เข้าใจจริงๆ จะเกิดความเชื่อและความต้องการอย่างผิดๆ ประกอบกับโลกในยุคปัจจุบัน มีการโฆษณาสินค้าโดยเฉพาะสินค้าที่เป็นสัตว์หายากและราคาแพง จึงเป็นตัวกระตุ้นความต้องการของคนมีเงินได้เป็นอย่างดี"

ในยุคที่เงินเป็นพระเจ้า คงไม่เป็นเรื่องแปลกอะไร ที่สิ่งที่เชื่อกันว่าเป็น "ยาบำรุงทางเพศ" จะถูกคนบางกลุ่มฉกฉวย เอามาปรนเปรอแก่เจ้าของเงิน แม้ว่าสิ่งนั้นจะเป็น "ชีวิต" หนึ่งก็ตามที

ราคะของมนุษย์กับโศกนาฎกรรมของสัตว์

หมีความส่งเสียงร้องดังโหยหวนเมื่อถูกตะขอเหล็ก เกี่ยวร่างออกจากกรงขัง ไม่กี่นาทีต่อมามันก็ตกอยู่ในความมืดมิด เมื่อถูกกระสอบสวมคลุมร่าง นักท่องเที่ยวชาวเกาหลีห้าคน ยืนมองวินาทีสุดท้ายของหมีควายโชคร้ายในถังเก็บน้ำใบเขื่อง ด้วยสายตาเฉยชา

หลังจากร่างใหญ่ดิ้นพราดๆ อยู่เพียงครู่ ทุกอย่างก็สงบลง เพชฌฆาตรีบลงมีดเลือดสดๆ ไหลทะลักจากคอหมีลงสู่ถ้วยขนาดย่อม เลือดในถ้วยถูกผสมด้วยเหล้าขาวแล้วเวียนกันดื่ม หลังจากยืนดู การชำแหละอุ้งตีนหมีเสร็จสิ้น นักท่องเที่ยวจึงกลับไปที่โต๊ะ นั่งรออาหารจานเด็ดที่เชื่อว่าจะช่วยทำให้คนแข็งแกร่งในกามกรีฑา ดุจเดียวกับความแข็งแรงของอุ้งตีนหมี

นี่คือโศกนาฎกรรมของสัตว์ป่าซึ่งเกิดขึ้นเพราะความเชื่อ ของกลุ่มชายวัยกลางคนที่สูญสิ้นความมั่นใจในสมรรถภาพทางเพศของตน พวกเขาส่วนใหญ่เป็นเศรษฐีชาวเอเชียตะวันออก จีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น และเกาหลี

ความต้องการของคนกลุ่มนี้เป็นช่องทางให้พ่อค้าหัวใสชาวไทย และชาวเกาหลีเปิดร้านอาหารเปิบพิสดารขึ้นมากอบโกยเงินทอง เจ้าของร้านอาหารจะชักชวนบรรดาเศรษฐีผู้ต้องการเสริมกำลังทางเพศ ผ่านสื่อโฆษณาทางนิตยสารและวิดีโอด้วย แรงจูงใจที่ว่า ถ้ามาเที่ยวเมืองไทย พวกเขาจะได้เปิบอาหารที่ปรุงจากสัตว์ป่าสดๆ โดยสามารถชี้นิ้วเลือก "สินค้า" ในกรงได้ด้วยตนเอง

แม้ว่าหมีหนึ่งตัวจะมีราคาตั้งแต่ 1 แสนบาทขึ้นไป แต่เหล่าเศรษฐีก็ยังคงนิยมเดินทางมากินอุ้งตีนหมีที่เมืองไทย เพราะเมื่อเทียบกับราคาหมีในประเทศเกาหลีซึ่งมีเหลือน้อยเต็มที การเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่าซื้อกินในเกาหลีนัก

เหตุการณ์ข้างต้นเป็นเพียงเหตุการณ์หนึ่งที่เป็นข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์ คราวใดที่เจ้าหน้าที่ตำรวจบุกจับร้านอาหารประเภทเปิบพิสดาร เจ้าหน้าที่ตำรวจมักจะได้ซากสัตว์จำนวนมากเป็นหลักฐานอย่างเมื่อ สามสี่ปีก่อน เจ้าหน้าที่ตำรวจบุกทลายร้านอาหารเกาหลีแห่งหนึ่ง พบซากหมีที่เพิ่งชำแหละเสร็จสองตัว อุ้งตีนหมี 40 ชิ้น ซากงู 10 กิโลกรัม อวัยวะเพศกวาง 19 ชิ้น นอแรดสามนอ นอกจากนี้ยังมีสัตว์ป่าอีกนับร้อยตัว ถูกขังอยู่ในกรงหลังร้าน รอเวลาประหาร เป็นที่เวทนาแก่ผู้พบเห็น

นอกจากอุ้งตีนหมีแล้ว อวัยวะเพศสัตว์ก็ได้รับความนิยมไม่น้อยหน้ากัน โดยเฉพาะอวัยวะเพศเสือ ด้วยเชื่อกันว่า เสื้อเป็นเจ้าแห่งพงไพร หากใครได้กินอวัยวะเพศเสือก็จะได้เป็นหนึ่งทางกามารมณ์เช่นกัน

พรานบุญ หรือสมบุญ เขาคำ อดีตพรานป่าภาคตะวันออก เล่าว่าเมื่อ 20 ปีก่อน เขาเคยล่าเสือไปขายร้านอาหารอวัยวะเพศของเสือ และช้างเป็นที่ต้องการของนักเปิบพิสดารมากที่สุด

"เวลาพรานล่าช้างเขาไม่ได้ต้องการเฉพาะงาเท่านั้น แต่ยังต้องการจู๋ช้างด้วย ช้างบางตัวไม่มีงาก็ยังถูกฆ่าเพื่อเอาไอ้จู๋ วิธีล่าจู๋ช้างจะต้องยิงช้างให้ตายก่อน หลังจากนั้นจึงใช้มีดกรีดหน้าท้องช้าง ให้ยาวจนถึงอวัยวะเพศ ดึงอวัยวะสืบพันธุ์ของมันทั้งสองข้างในข้างนอก ออกมาให้หมด เสร็จแล้วย่างไฟให้แห้ง แล้วค่อยนำไปขาย จู๋ช้างตัวหนึ่ง หนักประมาณ 20-30 กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 300 บาท

"พอฆ่าช้างตายแล้ว ก็รอล่าสัตว์อื่นๆ ที่จะเข้ามากินซากช้างต่อไปอีก ผมจะผูกห้างไว้บนต้นไม้ใกล้ๆ ถ้าเห็นเสือเข้ามากินก็ยิงเลย เสร็จแล้ว ก็แล่หนังกับหัวให้ติดกันทั้งผืน ใช้มีดกรีดหน้าท้องดึงอวัยวะเพศ ของมันออกมาให้หมด แล้วค่อยๆ เลาะกระดูกออกเป็นชิ้นๆ เพราะชิ้นส่วนเสือจะขายได้ทั้งตัว พอได้จู๋เสือมาแล้วไม่ต้องล้างหรือย่างไฟ ต้องรีบเอามาขายวันนั้นเลย ทางร้านจะรับซื้อเฉพาะจู๋สดๆ เขาจะเอาเหล้าขาวทาแล้วย่างไฟหรืออบแห้งเพื่อส่งไปขายเมืองนอก จู๋เสือหนึ่งอันมีราคาพันกว่าบาทขึ้นไป ล่าจู๋เสือและจู๋ช้างได้เท่าไหร่ ทางร้านเขารับซื้อหมด"

เส้นทางการค้าสัตว์ป่าเริ่มตั้งแต่นายพรานนำสัตว์ออกจากป่า ส่วนใหญ่จะเข้ามาทางชายแดนไทย-พม่า บริเวณอำเภอแม่สอด อำเภอแม่ระมาด ฝั่งตรงข้ามอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย โดยชาวพม่าจะนำมาขายให้ทุกอาทิตย์หรือทุกๆ เดือน บางส่วนมาจากชายแดนไทย-ลาว บริเวณตลาดเมืองมอม ประเทศลาว แต่เนื่องจากเจ้าหน้าที่ลาวมีการตรวจจับอย่างเข้มงวด ทำให้การค้า เป็นไปอย่างลับๆ พ่อค้าสัตว์ป่าชาวลาวจะนำสินค้าของตนมาขาย ให้แก่พ่อค้าชาวพม่าที่ทำเรือริมฝั่งตลาดเมืองมอมในเวลากลางคืน โดยจะนัดแนะเวลากันไว้ล่วงหน้า พลังจากนั้นพ่อค้าชาวพม่า จะนำสัตว์ป่าไปขายที่ตลาดท่าขี้เหล็กอย่างเปิดเผย เพราะพม่า อนุญาตให้ขายของป่าได้ ร้านค้าเหล่านี้จะตั้งอยู่ในบริเวณเดียว กับร้านขายของที่ระลึกในตลาดชายแดน

ของป่าที่เป็นที่นิยมกันในตลาดชายแดนไทย-พม่า อย่างหนึ่งก็คืออวัยวะเพศสัตว์ จากการสอบถามพ่อค้าแม่ค้าชาวพม่า ได้ความว่าอวัยวะเพศสัตว์ที่วางขายอยู่หน้าร้านคือ อวัยวะเพศเสือ และอวัยวะเพศนากราคาอันละ 200 บาท เชื่อกันว่าอวัยวะเพศเสือ เหมาะสำหรับผู้ต้องการเสริมสมรรถภาพทางเพศให้แข็งแกร่งดุจเสือ หากต้องการมีเพศสัมพันธ์ในเวลาที่ยาวนานขึ้นก็ต้องกินอวัยวะเพศนาก เพราะนากเป็นสัตว์ที่ดำน้ำอึด วิธีรับประทานอวัยวะเพศสัตว์ มีสองวิธีคือ นำไปดองเหล้า หรือนำไปต้มกับสมุนไพรจีน ที่ทางร้านจัดให้ ทุกๆ วันนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างประเทศ ข้ามชายแดนไปซื้อยาดังกล่าวมากิน ส่วนใหญ่เป็นผู้ชายในวัยกลางคน จนถึงสูงอายุ

สัตว์ป่าที่ยังมีชีวิตบางชนิดจะซื้อขายกันตั้งแต่เป็นลูกสัตว์ อย่างเช่นหมีซึ่งเป็นสัตว์ขนาดใหญ่นั้นไม่อาจนำออกมาจากป่าทั้งตัวโตๆ ได้เพราะหมีมีนิสัยดุร้าย พรานจึงต้องล่าลูกหมีโดยยิงแม่หมีทิ้ง ลูกหมีจะถูกขายต่อให้แหล่งรับซื้อแรกคือ ร้านอาหารป่าหรือร้านค้าสัตว์ป่า ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ตามชายแดน เวลาขนย้ายเข้ามาในกรุงเทพฯ และปริมณฑล จะไม่นำสัตว์ส่งไปยังร้านหรือภัตตาคารโดยทันที แต่จะนำสัตว์ป่า ไปเลี้ยงไว้ในฟาร์ม หรือนำไปฝากเลี้ยงตามสถานที่ต่างๆ เช่น ตามบ้าน วัด ฯลฯ ต่อเมื่อกลุ่มทัวร์สั่งจอกงสินค้า พ่อค้าจึงไปรวบรวมสัตว์ป่า มาชำแหละที่ร้านอาหาร

การค้าสัตว์ป่าเช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร นี่เป็นคำถาม ที่เกิดขึ้นทุกครั้งหลังจากการบุกจับร้านอาหารประเภทนี้

ดูเหมือนว่าคำตอบที่ได้รับก็ยังเป็นคำตอบเดิมๆ ที่เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องต่างกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะเส้นทางการค้าสัตว์ป่า เกิดขึ้นโดยอาศัยช่องโหว่ของกฎหมายที่ว่า ผู้ที่มีสัตว์ป่าอยู่ในครอบครอง ก่อนการประกาศให้ พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 สามารถนำรายชื่อสัตว์ป่ามาขึ้นทะเบียนครอบครองอย่างถูกต้อง ตามกฎหมายได้ ในการขึ้นทะเบียนเจ้าหน้าที่ไม่ได้ตรวจสอบจำนวน และจัดทำรูปพรรณของสัตว์ที่นำมาแจ้งอย่างแน่ชัด ทำให้ผู้ค่าสัตว์ป่า สามารถอาศัยช่องโหว่นี้แจ้งครอบครองเท็จ คือ แจ้งครอบครอง มากกว่าที่มีอยู่จริง หากขายสัตว์ป่าที่มีอยู่ออกไป ก็นำสัตว์ใหม่ มาสวมรอยสัตว์ป่าที่มีทะเบียนอยู่เดิม

นอกจากการค้าสัตว์ป่าที่อาศัยช่องโหว่ของกฎหมาย เป็นช่องทางโกยเงินก้อนโตแล้ว ยังมีสัตว์อีกหลายชนิด ที่มนุษย์นำมาใช้ทำยาเพิ่มพลังทางเพศโดยที่กฎหมาย ไม่ได้ให้ความคุ้มครอง ทำให้สัตว์เหล่านั้นอยู่ในสถานภาพใกล้สูญพันธุ์ อาทิ

ม้าน้ำ ตำราจีนแผนโบราณระบุว่า ม้าน้ำมีคุณสมบัติบำรุงทางเพศ ทำให้ผู้คนพากันเสาะหามาบริโภค จนทุกวันนี้ม้าน้ำใกล้สูญพันธุ์เต็มที ไทยเป็นประเทศหนึ่ง ที่มีม้าน้ำอาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งทะเลแถบจังหวัดชลบุรี ระนอง และสงขลา ม้าน้ำเคยถูกจับมาทำเป็นของที่ระลึกสำหรับนักท่องเที่ยว แต่ปัจจุบันม้าน้ำถูกเสาะหาในฐานะยาบำรุงทางเพศ แต่ละปีม้าน้ำถูกจับส่งร้านขายยาจีนจำนวนไม่น้อย หนุ่มประมงริมฝั่งทะเลตะวันออกกล่าวว่า ช่วงสองสามปีที่ผ่านมา ม้าน้ำมีราคาดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ม้าน้ำตัวเล็กราคาตัวละ 2-3 บาท ตัวใหญ่ 5-7 บาท ถ้าขายเป็นกิโลกรัมจะได้กิโลกรัมละ 1,200-3,000 บาท

จากรายงานของกองทุนสัตว์ป่าโลก (WWF) โดย อมานดา ซี.เจ. วินเซ็นต์ แห่งมหาวิทยาลัยอ็อกฟอร์ด เปิดเผยเมื่อปี 2539 ว่า ปัจจุบันมีประเทศ 32 ประเทศที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจค้าม้าน้ำทั้งม้าน้ำเป็นๆ และซากม้าน้ำ ประเทศอินเดียเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุด มียอดจำหน่ายอย่างน้อยปีละ 1.3 ล้านตัว หรือ 3,000 กิโลกรัม ส่วนกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ รวมปริมาณการส่งออก หลายล้านตัวต่อปี มีประเทศจีนและฮ่องกงเป็นผู้รับซื้อรายใหญ่

กั๊บไก่หรือตุ๊กแกจีน เป็นสัตว์ที่ชาวจีน บันทึกไว้ในตำรายามาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ซ้อง สรรพคุณของตุ๊กแก มีมากมายเป็นยาบำรุงไต ปอด และบำบัดผู้มีอาการกามตายด้าน ตุ๊กแกจึงถูกจับทำยามานานนับพันปีแล้ว เดิมจีนใช้ตุ๊กแกในประเทศจีน แต่ปัจจุบันตุ๊กแกจีนมีน้อย จึงต้องสั่งตุ๊กแกไทยปีละหลายล้านบาท แหล่งรับซื้อตุ๊กแกในบ้านเราอยู่ที่จังหวัดสกลนคร ตุ๊กแกที่ผ่านการอบแห้งแล้วจะถูกบรรจุใส่กล่องส่งไปยังท่าเรือคลองเตย เพื่อส่งต่อไปยังประเทศลูกค้ารายใหญ่ คือ จีน ไต้หวันและฮ่องกง

ปัจจุบันม้าน้ำและตุ๊กแกในประเทศไทยกำลังอยู่ในสถานภาพ ใกล้สูญพันธุ์ เนื่องจากความต้องการบริโภคสัตว์ทั้งสองชนิดเพิ่มมากขึ้น ทำให้จำนวนสัตว์ในสภาพธรรมชาติลดน้อยลง

นอกจากสัตว์ที่หาได้จากธรรมชาติดังที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ยังมีสัตว์อีกพวกหนึ่งที่ได้รับการเพาะขยายพันธุ์เพื่อการค้า อย่างถูกกฎหมาย คือ กวาง ซึ่งเป็นที่มาของ เขากวางอ่อน หรือกิ่งของเขากวางที่เพิ่งงอก ภายในเขายังไม่เป็นกระดูกแข็ง มีเลือดอยู่ค่อนข้างมาก เขากวางอ่อนที่ขายตามร้านขายยานั้น ส่วนใหญ่ได้มาจากกวางที่เลี้ยงในฟาร์ม เขากวางที่นิยมใช้มีอยู่สองชนิด คือ กวางจุดและกวางม้า กวางที่สามารถตัดเขาได้จะมีอายุตั้งแต่สามปีขึ้นไป โดยจะตัดได้หนึ่งถึงสองครั้งต่อปี

เขากวางอ่อน มีสีน้ำตาลอ่อน เป็นเงาผิดนอกมีขน ข้างในมีเส้นเลือด วิธีการตัดเขากวางอ่อน จะใช้เลื่อยตัดเขา จากนั้นต้องรีบนำเขากวางไปล้างสิ่งสกปรก ที่ติดมากับขนบนเขาออก และบีบเลือดที่ติดมาออกไป ต้มเขากวางในน้ำเดือดเพื่อขับเลือดออกจนหมด หลังจากนั้น จึงนำไปตากหรืออบให้แห้ง เวลาขายจะหั่นเป็นชิ้นบางๆ เพื่อสะดวกในการใช้ เขากวางอ่อนที่นิยมใช้ส่วนใหญ่สั่งซื้อ มาจากประเทศจีนในราคาคู่ละ 8,000-20,000 บาท การใช้เขากวางอ่อน มีหลายวิธี คือ ต้ม ตุ๋น หรือบดเป็นผงแล้วกินทั้งกาก ปัจจุบันมีการนำมาบดบรรจุแคปซูลขายเม็ดละ 30-40 บาท

ปัจจุบันสหกรณ์ผู้เลี้ยงกวางแห่งประเทศไทย ได้นำเข้ากวางจากนิวแคลีโดเนีย-เกาะเล็กๆ ในอาณาเขต ริมฝรั่งเศสซึ่งอยู่ใกล้กับประเทศออสเตรเลีย มาเลี้ยงในประเทศไทย ประมาณ 3,000 ตัว เพื่อให้เกษตรกรไทยเลี้ยงเป็นสัตว์เศรษฐกิจ ที่ผ่านมาประเทศไทยต้องนำเข้าเขากวางอ่อนจากประเทศจีน เป็นมูลค่าถึงปีละ 50 ล้านบาท ทางสหกรณ์ฯ จึงเห็นว่าการเลี้ยงกวาง เพื่อตัดเขากวางอ่อนจะเป็นอาชีพใหม่สำหรับคนไทย และช่วยไม่ให้ไทยเสียเปรียบดุลการค้ากับต่างประเทศ แต่นักอนุรักษ์สัตว์ป่ามองว่า การตัดเขากวางอ่อนเป็นการทรมานสัตว์ เพราะกวางจะเจ็บปวดมากกว่าการสลัดเขาโดยธรรมชาติ

ตะพาบไต้หวัน เป็นสัตว์อีกชนิดหนึ่ง ที่เพาะเลี้ยงในประเทศไทยและทำรายได้ให้คนไทย ปีละหลายร้อยล้านบาท แหล่งเพาะเลี้ยงตะพาบน้ำไต้หวันส่วนใหญ่ อยู่แถวภาคตะวันออก มีมากแถวจังหวัดระยอง แหล่งรับซื้อแหล่งใหญ่ คือ ประเทศจีน ตะพาบน้ำทั้งเป็นๆ จะถูกบรรจุอยู่ในกล่องโฟม เพื่อความสะดวกในการขนส่งหลังจากไปถึงประเทศจีนแล้ว ตะพาบน้ำจากเมืองไทยจะถูกนำไปโชว์ตามตู้กระจกในภัตตาคาร ร้านอาหาร หรือร้านขายยา บางส่วนส่งเข้าโรงงานผลิตยาจีน โดยนำตะพาบทั้งตัวมาบดเป็นผง อัดเม็ด หรือทำเป็นครีมนวด ถ้าเป็นตะพาบน้ำสูตรพิเศษเสริมสมรรถภาพทางเพศ ทางโรงงานจะใส่ตัวยากระตุ้นทางเพศเพิ่มเข้าไป สัตวแพทย์ธวัชชัย สันติกุล ประเมินว่า ประเทศไทยส่งออกตะพาบน้ำ ไปยังประเทศจีนปีละประมาณ 10 ตัน คิดเป็นมูลค้า 900 ล้านบาท

ข้างต้นเป็นตัวอย่างสัตว์เพียงไม่กี่ประเภทที่แสดงให้เห็น ถึงความต้องการอันไม่สิ้นสุดของมนุษย์ ที่จริงแล้ว ยังมีสัตว์อีกหลายชนิดที่มนุษย์นำมาใช้ประโยชน์เพื่อการนี้ สัตว์บางชนิดเพิ่งได้รับการค้นพบ บางชนิดใกล้สูญพันธุ์ บางชนิดถูกนำมาใช้ประโยชน์สารพัด อย่างเช่นนอแรด และยาบำรุงทางเพศ เมื่อสนองประโยชน์ได้มากก็ถูกล่ามาก แรดจึงอยู่ในสภาพที่น่าเป็นห่วงยิ่ง

แม้ว่าองค์กรอนุรักษ์หลายองค์กรจะออกมาต่อต้าน การค้าสัตว์ป่าทุกวิถีทางไม่ว่าจะเป็นการตีพิมพ์โปสเตอร์ต่อต้าน ค่านิยมการใช้จู๋เสือ การใช้กฎหมาย CITES* ควบคุมการร่วมลงนาม ในสนธิสัญญาต่างๆ หรือแม้แต่การเผยแพร่ข้อมูลทางการแพทย์แผนใหม่ ที่ยืนยันว่าสารต่างๆ ในชิ้นส่วนสัตว์เหล่านี้ไม่มีผลในการบำรุงทางเพศ แต่อย่างใด แต่ดูเหมือนว่า แรงต้านของนักอนุรักษ์ ไม่อาจทานความกระหายเงินตราของผู้ค้าและความปรารถนา ทางกามารมณ์ของผู้บริโภคได้

จนถึงทุกวันนี้ มนุษย์คงต้องการยาบำรุงทางเพศ ในหลากหลายรูปแบบ ผลจากการโฆษณาและคำบอกเล่าต่างๆ ทำให้กลุ่มผู้ขาดความมั่นใจในสมรรถภาพทางเพศมีความเชื่อว่า ยาโด๊ปและยาโป๊วจะแก้ปัญหาทางเพศให้ต้นได้

ยาบำรุงทางเพศ ใช้ได้ผลจริงหรือ ?

นาย ก. ชายวัยกลางคน มีอาการเสื่อสมรรถภาพทางเพศ มานานหลายปี เขาซื้อยาบำรุงทางเพศที่มีขายตามท้องตลาด มากินหลายขนาน แต่อาการกลับแย่ลงๆ ทุกครั้งที่กินยาเข้าไป อารมณ์ทางเพศที่เพิ่มมากขึ้นกลับสวนทางกับสมรรถภาพทางเพศที่เสื่อมลง เมื่อซื้อยากินเองไม่ได้ผล เขาจึงต้องตัดสินใจไปปรึกษาแพทย์ที่คลินิก และรับการรักษาอย่างจริงจัง

นั่นเป็นคนไข้รายหนึ่งที่นายแพทย์ ศุภิษัช ฐิติถากุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสุขภาพเพศชาย ยกตัวอย่างให้เห็นถึ ผลจากการซื้อยาบำรุงทางเพศมากินเอง ทั้งที่ไม่รู้ว่า อาการป่วยของตนเกิดจากอะไรและควรรักษาด้วยวิธีใด

"เราต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า โดยปรกติแล้ว มนุษย์มีแรงขับทางเพศอยู่ในตัวตั้งแต่เด็กจนถึงแก่ ดังนั้นมนุษย์จะมีความต้องการทางเพศไปจนตาย เพียงแต่เมื่อมีอายุมากขึ้นความต้องการอาจลดลง ส่วนสมรรถภาพของอวัยวะเพศมนุษย์ก็เป็นเหมือนกล้ามเนื้อส่วนอื่นๆ ของร่างกายที่จะค่อยๆ เสื่อมลงเมื่ออายุมากขึ้น แต่ใช่ว่าคนสูงอายุทุกคน จะมีอาการเหล่านี้นะครับ ส่วนใหญ่แล้วผู้สูงอายุวัย 70 ปีประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ จะยังมีสมรรถภาพทางเพศปรกติ

"ปัจจุบันผู้ต้องการใช้ยาบำรุงทางเพศมีสองกลุ่ม คือ กลุ่มผู้ต้องการยากระตุ้นอารมณ์ทางเพศ และกลุ่มผู้ต้องการรักษา อาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ แต่ยาที่มีขายในท้องตลาดส่วนใหญ่ จะเป็นยาที่มีฤทธิ์กระตุ้นทางเพศ ทำให้ผู้กินยาเกิดอาการคึกคัก และต้องการร่วมเพศ นั่นหมายความว่าตัวยาเหล่านี้ จะไปกระตุ้นฮอร์โมนเพศที่มนุษย์ทุกคนมีอยู่ตามธรรมชาติแล้ว ให้มีมากขึ้น แต่ไม่ได้ช่วยรักษาอาการป่วยของผู้เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ หากผู้ป่วยซื้อยาเหล่านี้ไปกินก็จะไม่หายจากโรค เพราะเป็นการเกาไม่ถูกที่คัน เนื่องจากผู้ป่วยไม่ได้ขาดความต้องการทางเพศ ดังนั้นการกินยากระตุ้นทางเพศเข้าไปจะทำให้ผู้ป่วยที่มีความเครียดอยู่แล้ว ยิ่งเครียดมากขึ้นไปอีก เพราะจะมีความต้องการทางเพศมากขึ้น แต่ร่างกายไม่ตอบสนอง แต่ถ้าผู้ที่มีร่างกายปรกติแล้วซื้อยาเหล่านี้ไปกิน ก็จะรู้สึกพึงพอใจเพราะยาจะกระตุ้นฮอร์โมนเพศที่มีอยู่แล้ว ในร่างกายให้หลั่งออกมามากขึ้น"

นั่นเป็นเหตุผลทางการแพทย์ที่ช่วยให้เราเข้าใจมากขึ้น เหตุใดผู้ป่วยบางคนจึงซื้อยากระตุ้นฮอร์โมนมากินแล้วไม่ได้ผล
แต่ถ้าผู้ป่วยไม่ได้ซื้อยาโด๊ปมากิน แต่ไปปรึกษาแพทย์แผนจีน ต้นกำเนิดยาโป๊วละผลจะเป็นเช่นไร ?

ศ.นพ. หวัง เป่า หลง รองผู้อำนวยการสถานพยาบาล หัวเฉียวแผนโบราณ กล่าวว่า ในตำราแพทย์จีนมีการใช้สัตว์ และพืชหลายชนิดเป็นยาบำรุงทางเพศ แต่การใช้ยา จะต้องคำนึงถึงสุขภาพทางเพศของผู้ป่วยที่แตกต่างกัน ยาบางชนิดก็ไม่สามารถรักษาผู้ป่วยได้ทุกคน ในตำราแพทย์จีน บันทึกยาขนานต่างๆ ไว้มากมาย และเต็มไปด้วยขั้นตอนการรักษาที่ละเอียดอ่อน

"หลักการใช้ยาบำรุงของจีนมีสี่อย่างคือ บำรุงพลัง บำรุงเลือด บำรุงหยิน บำรุงหยาง โดยส่วนใหญ่ผู้ป่วยที่เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ จะเป็นผู้ชาย ยาที่ใช้บำรุงทางเพศส่วนใหญ่จัดอยู่ในยาบำรุงหยาง ซึ่งมีทั้งพืชและสัตว์ คนที่มีอาการขาดธาตุหยางคือ หน้าซีดขาวหรือเหลือง แขนขาเย็น อวัยวะเพศไม่แข็งตัว หลั่งเร็ว ปวดหลัง ปวดหัวเข่า ปัสสาวะถี่ ส่วนผู้หญิงก็จะมีอาการมดลูกเย็น ไม่ตั้งครรภ์"

หลายคนอาจสงสัยว่า อวัยวะเพศเสือ อวัยวะเพศช้าง อุ้งตีนหมี ฯลฯ ถูกระบุไว้ในตำราแพทย์จีนฉับปัจจุบันหรือไม่ ศ.นพ.หวัง เป่า หลง อธิบายว่า
"ในตำราแพทย์จีนเล่มปัจจุบันส่วนที่เป็นยาบำรุงหยางนั้น มีสัตว์ที่ใช้เป็นยาเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น คือ เนื้อแพะ เนื้อกวาง เขากวางอ่อน กุ้ง ม้าน้ำ กั๊บไก้หรือตุ๊กแกจีน จีห่อเชียหรือรกแห้ง และตังถั่งแห่เช่า (ในตำราแพทย์จีนระบุว่าเป็นสมุนไพร ที่เป็นทั้งพืชและสัตว์ หน้าหนาวเป็นตัวหนอน หน้าร้อนจะเป็นหญ้า) สำหรับอวัยวะเพศสัตว์ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นความเชื่อที่มีมาแต่ในอดีต บางคนที่เคยใช้แล้วอาการป่วยหายไป ก็ยังคงเชื่อว่าอวัยวะเพศของสัตว์ ชนิดนั้นคือยาบำรุงทางเพศ และบอกกล่าวต่อกันไปแต่แท้จริงแล้ว อวัยวะเพศสัตว์เป็นยาบำรุงทางเพศหรือไม่นั้น ยังไม่มีใครพิสูจน์ได้ "

ส่วนพืชสมุนไพรที่ใช้บำบัดอาการทางเพศมาแต่โบราณ แพทย์จีนประยูร แสนสิริ เจ้าของร้านรามาฟาร์มาซี เล่าว่า

"สมุนไพรจากพืชที่แพทย์จีนนิยมใช้รักษา อาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศในผู้ชายมีหลายชนิด แต่ละชนิด ก็มีสรรพคุณต่างกัน อย่างเช่นห่อซิวโอว เป็นพืชที่มีตำนาน การค้นพบมากกว่าพันปี เล่ากันว่าในสมัยราชวงศ์ถึง มีชายคนหนึ่งชื่อห่อเหล่งซื้ออายุ 58 ปี ยังไม่มีบุตร ร่างกายของเขาอ่อนแอมาก อยู่มาวันหนึ่งเขานอนพักอยู่ในป่า ตาเหลือบไปเห็นเถาวัลย์สองเส้นพันกันนัวเนียอยู่นานสองนาน กว่าจะแยกออกจากัน ห่อเหล่งซื้อรู้สึกแปลกใจมาก จึงขุดรากเถาวัลย์ชนิดนี้กลับบ้าน เขาคิดว่า มันคงเป็นยาวิเศษ จึงนำมาตากแห้งแล้วบดเป็นผงรับประทานทุกวัน หลายวันต่อมาเส้นผมที่เคยเป็นสีขาวก็เปลี่ยนเป็นสีดำ ร่างกายรู้สึกสดชื่นเหมือนกลับไปเป็นหนุ่มอีกครั้ง จากนั้นก็มีลูกติดๆ กันหลายคน เนื่องจากห่อเหล่งซื้อรับประทานสมุนไพรชนิดนี้แล้ว สามารถมีบุตรและเส้นผมดกดำ ชาวบ้านจึงเรียกเถาวัลย์ชนิดนี้ว่า ห่อซิวโอว แปลว่า นายห่อผมดำ"

นอกจากห่อซิวโอวแล้ว ในตำราแพทย์จีน ยังกล่าวถึงพืชอีกหลายชนิดที่ใช้บำรุงทางเพศ เช่น โต่วเต๋ง ปาเก็กเทียง อิ่มเอี่ยงขัก โปวกุกจี เซียงม้อ และสมุนไพรบำรุงเพศ อีกชนิดหนึ่งที่หลายคนรู้จักดีในฐานะยาบำรุงกำลังขนานเอก นั่นคือ โสมคน นอกจากจะมีสรรพคุณในการบำรุงร่างกายแล้ว โสมคนยังเป็นตัวกระตุ้นต่อมฮอร์โมนเพศให้ทำงานดีขึ้นอีกด้วย ด้วยเหตุนี้กระมัง ซากชิ้นส่วนสัตว์ป่าต่างๆ ที่ว่ากันว่า เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ มักจะตุ๋นรวมกับโสมหรือไม่ก็สมุนไพรชนิดต่างๆ

ผู้จัดการภัตตาคาร S&R เล่าถึงอวัยวะเพศจระเข้ตุ๋นโสม ซึ่งเป็นเมนูจานเด็ดของภัตตาคารว่า
"จริงๆ แล้วตัวยาที่ช่วยกระตุ้นทางเพศอยู่ที่โสม มากกว่าอวัยวะเพศจระเข้ แต่เนื่องจากนักท่องเที่ยวชาวไต้หวัน ฮ่องกง เกาหลี และจีน มีความเชื่อว่าตัวเดียวอันเดียวของสัตว์ จะช่วยเสริมสมรรถภาพทางเพศของตนได้ ทางร้านจึงนำ อวัยวะเพศจระเข้มาตุ๋นร่วมกับโสม เราคิดว่าตัวยาจากโสมให้ผลแน่นอนกว่า"

หากพิจารณาตำรายาจีนอย่างถ้วนถี่ก็จะพบว่า สูตรยาบำรุงทางเพศที่ปรุงขึ้นจากชิ้นส่วนสัตว์จะต้องมีสมุนไพร บำรุงทางเพศอย่างน้อยหนึ่งชนิดตุ๋นรวมอยู่ด้วย ยาบางตำรับ อาจมีเหล้าหรือแอลกอฮอล์ผสม เช่น จู๋เสือดองเหล้า เลือดหมีผสมไวน์ เป็นต้น

แพทย์จีนแผนโบราณและแพทย์แผนปัจจุบันหลายท่าน มีความเห็นตรงกันว่า แอลกอฮอล์สามารถกระตุ้นอารมณ์ทางเพศได้ระดับหนึ่ง ไม่แน่ว่าจู๋ทั้งหลายที่ดองอยู่ในโหลอาจเป็นเพียงของลวงตา ที่กระตุ้นความเชื่อมั่นให้กลับคืนมา แอลกอฮอล์หนึ่งจอกนั่น ต่างหากที่กระตุ้นให้ผู้ดื่มคึกคักและสุขสมในเพศรส

ปัจจุบัน ข้อถกเถียงเรื่องอวัยวะเพศสัตว์ หรืออวัยวะของสัตว์บางชนิดมีตัวยาบำรุงทางเพศจริงหรือไม่ แพทย์แผนปัจจุบันได้พิสูจน์แล้วว่า
อวัยวะเพศสัตว์ทุกชนิดมีโปรตีนเป็นส่วนประกอบสำคัญ เช่นเดียวกับเนื้อสัตว์ทั่วไป ส่วนฮอร์โมนเพศที่อยู่ในอัณฑะสัตว์นั้น ไม่อาจยืนยันได้ว่าหลังจากผ่านกระบวนการปรุงไม่ว่าจะต้ม ตุ๋น ผัด ย่าง อบ รวมทั้งเมื่อถูกร่างกายย่อยแล้ว ฮอร์โมนเพศของสัตว์ จะยังทำงานได้ดีอยู่หรือไม่

ส่วนอวัยวะส่วนอื่นๆ ของสัตว์ผลการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ได้ข้อมูลว่า

อุ้งตีนหมี ที่ผ่านการย่างไฟจนแห้งแล้ว ประกอบด้วยไขมัน 43.9. เปอร์เซ็นต์ โปรตีน 55.23 เปอร์เซ็นต์ สารประกอบไนโตรเจน 8.83 เปอร์เซ็นต์ และฝุ่งผง 0.94 เปอร์เซ็นต์

เขากวางอ่อน แบ่งคุณภาพออกเป็น สามระดับ คือ ดี ปานกลาง และต่ำ ในเขากวางทุกระดับ จะประกอบไปด้วยสารอนินทรีย์หลายอย่าง เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม และฮอร์โมน Oestrone

กั๊บไก่ ประกอบด้วยโปรตีน ไขมันและแป้ง

ม้าน้ำ ประกอบด้วย โปรตีน ไขมัน วิตามินหลายชนิดและน้ำตาล

ข้อมูลข้างต้นแสดงให้เห็นว่า อวัยวะสัตว์มีสารประกอบโปรตีน ซึ่งมีประโยชน์ต่อการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกายได้เป็นอย่างดี แพทย์แผนปัจจุบันจึงเชื่อว่า ตัวยาที่รักษาผู้ป่วยคือ โปรตีนที่มีอยู่ในเนื้อสัตว์ทั่วไป หากผู้เสื่อมสมรรถภาพทางเพศมีสุขภาพไม่แข็งแรง อวัยวะส่วนหนึ่งส่วนใด สึกหรอ โปรตีนเหล่านี้อาจช่วยรักษาสุขภาพให้ดีขึ้นได้ แต่นั่นหมายความว่า เนื้อสัตว์อื่นๆ ก็สามารถรักษาร่างกายผู้ป่วยได้เช่นกัน จึงไม่จำเป็น ที่ผู้ป่วยจะต้องกินอวัยวะของสัตว์ป่าหายากและมีราคาแพง

นอกจากนี้ยังมีสมุนไพรอีกหลายชนิดที่มีสรรพคุณ ในการรักษาโรคทางเพศมากกว่าสัตว์ หาซื้อได้ในราคาไม่แพง อาทิ กระเทียมและพริกไทย ซึ่งถูกจัดลำดับไว้ในกลุ่มยาโป๊วระดับต้นๆ เนื่องจากกระเทียมมีสารอาลิอิน พริกไทยมีสารไมริสติน ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกทางเพศมากขึ้น บางตำรากล่าวว่า ถ้ารับประทานกระเทียมและพริกไทยทุกวันในปริมาณมาก ภายในหนึ่งถึงสองสัปดาห์จะเห็นว่าร่างกายฟิตปั๋งขึ้นมาผิดหูผิดตา

แต่น่าเสียดายที่ข้อมูลความรู้เหล่านี้ไม่ได้ทำให้คนหลายคน เปลี่ยนความคิดได้ เพราะสำหรับพวกเขาแล้ว "ความเชื่อ" นั้นอยู่เหนือ "เหตุผล" ...แน่นอน พวกเขายังคงแสวงหายาบำรุงทางเพศ มาทดลองโดยไม่เคยตระหนักว่า เป็นการเบียดเบียนชีวิตเพื่อนร่วมโลก ไม่คำนึงถึงความต้องการที่แท้จริงของร่างกาย หลายคนยังคงเชื่อมั่น ในพลังของร่างกาย ทั้งที่หนทางแห่งความยืนยาวของชีวิต และสมรรถภาพทางเพศที่แข็งแรงนั้นไม่ได้อยู่ที่ตัวยาใด ๆ
หากอยู่ที่ตัวเขาเองต่างหาก

หนทางสู่ความสุข

เมื่อหลายพันปีก่อน จักรพรรดิฮ่วงตี่ หรือจักรพรรดิเหลือง ตรัสกับซู นุ ที่ปรึกษาใหญ่ด้านสตรีว่า
"ข้าเกิดความเหนื่อยหน่าย อ่อนล้า และรู้สึกเศร้า กังวลใจต่อการทำรักเหลือเกิน นี่ข้าควรแก้ปัญหาฉันใดดี ?"
ซูนุตอบว่า
"ความอ่อนเพลียทั้งหลายของบุรุษเป็นผลเนื่องมาจาก การยืดหนทางเต๋าแห่งการทำรักอย่างผิดๆ บุรุษผู้รู้จักเต๋าแห่งการทำรัก จะเปรียบเสมือนพ่อครัวผู้รู้จักวิธีผสมรสทั้งห้าเข้าด้วยกัน ในการปรุงอาหารอันโอชะ เขาย่อมรู้จักการผสานหยินกับหยาง อันนำไปสู่ความโอชะทางเพศรส ส่วนบุรุษผู้ไม่รูจักเต๋าแห่งการทำรักแล้ว จักตายก่อนวัยอันสมควร โดยมิได้มีโอกาสลิ้มชิมรสรักอย่างแท้จริง"

ฮ่องเต้ทรงตั้งคำถามต่อไปอีกว่า
"ข้าได้ฟังมาว่า บุรุษในสมัยโบราณมีชีวิตยืนยาวกว่าร้อยปี แต่ทำไมสมัยเราบุรุษกลับมีอายุน้อยลง ทุกวันนี้บุรุษน้อยคนนัก ที่จะผ่อนคลาย มีสันติสงบสุข หนำซ้ำยังล้มป่วยด้วยโรคภัยไข้เจ็บ ท่านคิดว่าอะไรเป็นเหตุที่มาของสิ่งเหล่านี้ ? "
ซู นุ จึงตอบไปว่า
"เหตุแห่งการตายก่อนวัยอันสมควรของบุรุษก็คือ คนหนุ่มแน่นมักคึกคะนองใจและหลั่งน้ำหยางไม่หยุดหย่อน ไร้การควบคุม การกระทำเช่นนี้เป็นเสมือนดังการตัดรากถอนโคน บ่อเกิดของชีวิต เช่นนี้แล้ว พวกเขาจะหวังให้มีชีวิตยืนยาวได้อย่างไร"

แล้วเต๋าแห่งรักคืออะไร ?

หนังสือ เต๋าแห่งรักและกามารมณ์ ได้ให้ความกระจ่างในเรื่องนี้ว่า
"แพทย์จีนลัทธิเต๋าได้เขียนเรื่องเกี่ยวกับความรัก และกามารมณ์อย่างเปิดเผย ตั้งแต่เมื่อสองพันปีมาแล้ว ทัศนะของพวกเขาถือว่า การร่วมเพศไม่ใช่เป็นเพียงสิ่งที่มนุษย์ ใช้ดื่มด่ำเพื่อความสุขเท่านั้น แต่ยังเป็นผลดีต่อสุขภาพอนามัย และส่งผลให้ชีวิตยืนยาว"

ความสำคัญของเต๋าแห่งรัก คือการควบคุมการหลั่งน้ำอสุจิ ภายใต้ปรัชญาที่ว่า "ยุ่งร้อยครั้งแต่หลั่งหนึ่งครั้ง" การหลั่งน้ำอสุจิแต่ละครั้ง จะทำให้ผู้ชายนั้นมีความสุขเพียงชั่วเวลาหนึ่ง แต่ในระยะยาวแล้ว จะเกิดความทุกข์

นายแพทย์ศุภิษัช ฐิติถากุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสุขภาพเพศชาย กล่าวถึงแนวทางเต๋าแห่งรักว่า

"โดยปรกติแล้วคนเราสามารถมีเพศสัมพันธ์บ่อยครั้งได้ แต่ผู้ชายไม่ควรหลั่งทุกครั้ง เพราะการหลั่งบ่อยครั้ง จะทำให้สูญเสียพลังงานในร่างกายไปมากและจะมีผลต่อสุขภาพ สิ่งที่ลัทธิเต๋าบอกให้ฮ่องเต้ปฏิบัติจะช่วยถนอมสุขภาพของฮ่องเต้ไว้ได้จริง เพราะถ้าฮ่องเต้มีความสัมพันธ์ทางเพศบ่อยครั้งแล้วหลั่งทุกครั้ง สุขภาพทางเพศจะเสื่อมเร็ว ดังนั้นการกินยากระตุ้นให้เกิดอารมณ์ทางเพศ จนมีการหลั่งน้ำอสุจิออกมาทำให้เกิดความสุขก็จริง แต่หากกินมาก และเกิดการหลั่งบ่อยครั้ง ก็จะเกิดความทุกข์ตามมาอย่างแน่นอน"

แต่คนรุ่นหลังบางกลุ่มเข้าใจผิดว่า เหตุที่จักรพรรดิจีน มีอายุยืนยาวถึงร้อยปีมาจากการกินอาหารฮ่องเต้ที่ปรุงจากสัตว์หายาก และราคาแพง บรรดาร้านอาหารและร้านขายยาจีนส่วนใหญ่ มักให้ความเชื่อมั่นกับลูกค้าว่า อาหารฮ่องเต้เป็นยาอายุวัฒนะ และยาเสริมสมรรถภาพทางเพศทั้งๆ ที่ในทางการแพทย์ทั้งแผนใหม่ และแผนเก่าต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า การกินอาหารฮ่องเต้ มิได้ช่วยยืดสมรรถภาพทางเพศให้ยาวนานแต่อย่างใด หากความแข็งแรงนั้นอยู่ที่การมีเพศสัมพันธ์ที่พอเหมาะ การกินอาหารครบห้าหมู่ การออกกำลังกายและการพักผ่อนที่เพียงพอ

แพทย์จีน เจ๋อ เมี่ยว ซุน กล่าวไว้ในหนังสือ อาหารอายุวัฒนะ ตามปรัชญาของจีน ว่า เพศสัมพันธ์ที่ดีนั้นต้องมีความสมดุล กับช่วงวัยของบุคคลดังนี้
อายุ 20-30 ปี 4 วันต่อครั้ง
อายุ 30-40 ปี 8 วันต่อครั้ง
อายุ 40-50 ปี 16 วันต่อครั้ง
อายุ 50-60 ปี 20 วันต่อครั้ง
อายุ 60-70 ปี เดือนละครั้ง
อายุ 70 ปีขึ้นไป ถึงเวลาแล้วที่ควรจะหยุด นอกจากร่างกายยังแข็งแรง

สำหรับสาเหตุของอาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ตามหลักแพทย์แผนใหม่นั้น คุณหมอศุภิษัชกล่าวว่า

"ปัญหาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศมีอยู่สามประการ ปัญหาแรกคือ อวัยวะเพศไม่แข็งตัว พบมากที่สุดประมาณ 10% ของประชากรชายทั้งหมดและพบได้ตั้งแต่อายุ 10-80 ปี ปัญหาที่ 2 คือ หลั่งเร็ว พบมากพอๆ กับปัญหาแรก โดยพบมากในวัยรุ่น และปัญหาสุดท้ายพบน้อยมาก คือ การไม่สามารถหลั่งน้ำอสุจิได้ พบประมาณ 1-3% "

คุณหมอศุภิษัชกล่าวว่า การค้นหาวิธีรักษา อาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศนั้นมีมานานหลายพันปีแล้ว เพราะอาการป่วยนี้เกิดได้กับมนุษย์ทุกยุคทุกสมัย วิธีการรักษาในยุคแรกๆ คือ การค้นหายาต่างๆ มาบำรุง เพื่อเพิ่มแรงขับทางเพศ แต่ผลการรักษายังไม่ดีพอ ถึงปี 2510 วงการแพทย์ได้ข้อสันนิษฐานใหม่ว่า การเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ เกิดจากความผิดปกติทางจิตใจ จึงมุ่งเน้นไปที่การรักษาด้วยวิธีจิตบำบัด ปรากฏว่าได้ผลดีระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่สามารถรักษาอาการป่วยทางกายได้

"ในภายหลังจึงหาข้อสรุปกันใหม่ว่า ปัญหาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศนั้น เกิดจากความบกพร่องของระบบไหลเวียนโลหิตไปยังอวัยวะเพศ เนื่องจากมีการตีบตันของหลอดเลือดแดง หรือมีรอยรั่วตรงหลอดเลือดดำ ทำให้เลือดที่เข้าไปในอวัยวะเพศไม่สามารถคั่งอยู่ได้นาน แต่ไหลย้อนกลับมาอวัยวะเพศจึงไม่สามารถแข็งตัวอยู่ได้

"และเหตุผลที่สำคัญคือ ความผิดปกติของผู้ป่วยบางคน ไม่ได้มาจากระบบหมุนเวียนโลหิตไปยังอวัยวะเพศโดยตรง แต่เป็นผลมาจากอาการป่วยด้วยโรคอื่น เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในหลอดเลือด โรคหัวใจ การผ่าตัดร่างกายช่วงล่าง เป็นต้น หากแพทย์ตรวจพบว่า ผู้ป่วยเป็นโรคเหล่านี้ แพทย์จะต้องรักษาโรคเก่าให้หายก่อน จากนั้นจึงรักษาอาการเสื่อสมรรถภาพทางเพศ

"โดยปกติคนที่มีครอบครัวแล้วจะเกิดอาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศได้ หากคู่สามีภรรยาห่างเหินกันนานเกินไปยิ่งภาวะบีบรัดทางเศรษฐกิจ ในปัจจุบันทำให้ชีวิตมีแต่ความเครียด หลายคนเบื่อหน่ายชีวิต เกิดความล้า ไม่อยากตอบสนองอะไรที่รุนแรงหน่อย ก็จะซึมเศร้าและมีอาการก้าวร้าว ซึ่งจะทำให้ความสัมพันธ์ ในครอบครัวห่างเหิน มีเพศสัมพันธ์น้อยลง อวัยวะเพศ ก็เหมือนกับอวัยวะส่วนอื่นในร่างกาย หากไม่ค่อยได้ใช้งาน ก็จะเกิดอาการเสื่อมที่กล้ามเนื้อ แต่ถ้าใช้งานมากเกินไป สุขภาพทางเพศก็อาจทรุดโทรมได้เช่นกัน ทางที่ดีที่สุดก็คือ ยึดหลักทางสายกลางที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ ไม่มากและไม่น้อยจนเกินไป"

แต่ถ้าผู้ป่วยเริ่มสังเกตเห็นว่า ตัวเองมีอาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศเมื่อใดควรรีบไปปรึกษาแพทย์ทันที

"คนไข้ที่มาหาหมอจะมีอาการในระดับปานกลาง คือ ตอนแรกไม่คิดว่าตนเองเป็น หรือไม่เชื่อ พอเริ่มเป็นมากขึ้น จึงเริ่มมารักษา ซึ่งบางคนอาจสายเกินการ หากต้องการสำรวจ สุขภาพของตนเอง หมอแนะนำว่า ถ้าร่วมเพศสี่ครั้งแล้ว ไม่สามารถหลั่งน้ำอสุจิได้หนึ่งครั้ง ก็แสดงว่าสุขภาพทางเพศเริ่มมีปัญหา อาการในขั้นเริ่มต้นคือ อวัยวะเพศแข็งตัวช้า อาการขั้นที่ 2 คือ อวัยวะเพศแข็งตัวได้ไม่นาน และระดับที่เป็นรุนแรงคือ อวัยวะเพศไม่แข็งตัว หากสังเกตได้ว่ามีอาการผิดปกติเกิดขึ้น ให้รีบมาปรึกษาหมอทันที ถ้าปล่อยให้อาการหนักมากเท่าไร โอกาสหายก็จะน้อยลงมากเท่านั้น"

วิธีการรักษาอาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศนั้นมีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับอาการและหลักการของแพทย์แผนโบราณและแพทย์แผนปัจจุบัน ขั้นตอนการรักษาที่สำคัญที่สุดอยู่ที่การวิเคราะห์หาสมุฏฐานของโรค หากแพทย์วิเคราะห์ผิดพลาดหรือผู้ป่วยสันนิษฐานเอาเองแล้ว หาซื้อยามากินอาการป่วยจะทรุดหนักมากขึ้น

ด้วยเหตุนี้ หากไม่รู้สมุฏฐานของโรคยาวิเศษหรืออาหารบำรุงใดๆ ก็มิอาจช่วยยืดชีวิตให้ยืนยาวและสร้างเสริมพลังทางเพศได้ ดังคำกล่าวของ เป็ง ซู ปราชญ์ชาวจีนที่ว่า
"ไม่มีโอสถขนานใด อาหารใด น้ำมนต์สำนักไหน ยืดชีวิตความเป็นชายเอาไว้ได้ หากเขาไม่เช้าใจ และเข้าไม่ถึงหนทางเต๋าแห่งรัก"

ประตูสู่ความตาย

สัตวแพทย์ท่านหนึ่งกล่าวถึง โทษของการกินเนื้อสัตว์ป่าว่า อาจเป็นสาเหตุให้เกิดการติดเชื้อโรคบลูเซลโลซิส (โรคแท้งติดต่อ) ซึ่งจะมีผลต่อระบบสืบพันธุ์ของชายหญิง เพราะในเนื้อสัตว์ป่า มีพยาธิตัวกลมที่จะชอนไชไปตามกล้ามเนื้อต่างๆ ทำให้เกิด อาการอักเสบจนถึงตายได้ ยิ่งการค้าสัตว์ป่าเป็นการค้าที่ผิดกฎหมาย ไม่ได้มีการควบคุมโรคติดต่อ จึงมีโอกาสสูงที่ผู้บริโภคจะติดเชื้อ จากการกินเนื้อสัตว์ป่า

บางคนที่นิยมกินจีห่อเชียหรือรกแห้งก็คงไม่รู้ว่า รกแห้งนั้น สะอาดปลอดภัยแค่ไหน กั๊บไก่หรือตุ๊กแกก็ต้องรู้ว่า จะต้องตัดหัวออก เพราะตาของมันมีพิษ ผู้มีอาการร้อนในห้ามกินเด็ดขาด ฯลฯ

นอกจากเรื่องเชื้อโรคและพิษร้ายแล้ว ขั้นตอนการใช้ยาบำรุงทางเพศก็มีรายละเอียดและข้อควรระวังมากมาย ศ.นพ.หวัง เป่า หลง กล่าวเตือนผู้กินยาบำรุงทางเพศว่า

"หากผู้ป่วยที่มีอาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ แต่ไม่รู้ว่าตัวเองขาดธาตุอะไรแล้วไปซื้อยามากินเองก็จะเกิดผลร้าย ดังเช่นบางคนขาดธาตุหยิน แต่กลับซื้อยาบำรุงหยางมากิน อาการก็จะหนักขึ้น เศรษฐีบางคนคิดแต่ว่า โสมคนเป็นยาบำรุงกำลังที่ดี เมื่อร่างกายอ่อนแอจึงซื้อโสมคนราคาแพงมากิน ถ้าคนคนนั้น ขาดธาตุนั้นพอดีก็โชคดีไป แต่ถ้าร่างกายไม่ได้ต้องการโสมคน แล้วกินโสมคนเข้าไป อาการป่วยจะยิ่งทรุดหนักลงกว่าเดิม"

แพทย์จีนประยูร แสนสิริ เล่าว่า ผู้ป่วยบางคนอายหมอ ไม่กล้าเล่าอาการที่แท้จริงให้ฟัง จึงซื้อยาผิดไปกิน

"หนุ่ม ๆ บางคนป่วยเป็นโรคกามเลื่อน ก็นึกอายหมอ ไม่รู้ว่าจะกินยาบำรุงอะไร เคยแต่ได้ยินคนบอกว่า ให้ซื้อยาบำรุงไตพร่อง หนุ่มคนนั้นไม่รู้ว่ายาบำรุงไตส่วนใหญ่ เป็นยาร้อน แต่กามเลื่อนที่เกิดกับหนุ่มนั้นต้องการยาเย็น หรือบางคนใจร้อน คิดว่าถ้าป่วยต้องบำรุงมากๆ ถึงจะแข็งแรงเร็ว ผลสุดท้ายร่างกายรับไม่ไหวเกิดภาวะร่างกายไม่รับการบำรุง ยาที่กินเข้าไปก็ไม่ได้ผล"

หลายคนอาจสังเกตได้ว่า ทุกครั้งที่หนังสือพิมพ์ลงข่าว เกี่ยวกับยากระตุ้นทางเพศ บรรดาเศรษฐีมีสตางค์ จะถามหายาโป๊วเหล่านั้นให้วุ่นไปหมด ไม่ว่าจะเป็นแคปซูล จู๋สุนัขตรากวางเหลียวหลัง หรือแคปซูลไข่นกอีมู ที่หนุ่มออสเตรเลียเผยแพร่สรรพคุณเด็ดไปทั่วโลก ศ.นพ.หวัง เป่า หลง กล่าวถึงค่านิยมในเรื่องนี้ว่า

"คนกลุ่มนี้มีความรู้น้อยเกินไปและหลงเชื่อตามกระแส ที่บังเอิญมีคนหนึ่งเกิดไปกินยาชนิดนั้นแล้วได้ผล จึงมีการกระจายข่าวต่อไป หากใครหลงเชื่อตามคำโฆษณาแล้วแห่ไปซื้อโดยไม่คิด แล้วบังเอิญร่างกายไม่ได้ต้องการสารเหล่านั้นเขาก็จะได้รับอันตราย มากกว่าความสุข"

แพทย์จีนทั้งสองฝากคำแนะนำว่า ถ้าหากผู้ป่วยมีความต้องการ ทางเพศลดลงเมื่อใด ไม่ควรตกอกตกใจ เพราะอาการเหล่านี้ สามารถรักษาได้ด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียด และควรทำงานอดิเรกเพื่อผ่อนคลาย ส่วนผู้ที่มีร่างกายแข็งแรงอยู่แล้ว ไม่ควรกินยาบำรุงเหล่านี้ เพราะจะทำให้ไตทำงานหนักเกินไป เนื่องจากยาบำรุงกำลังทางเพศส่วนใหญ่มีสรรพคุณในการบำรุงไต

ในตำรายาจีน ได้เตือนผู้ต้องการใช้ยาโป๊วไว้ว่า หากใครต้องการใช้ยาโป๊วแต่ไม่รู้จักเลือกใช้ให้ถูกต้องตามโรค ผู้นั้นก็เปรียบเหมือนกับคนตตาบอดที่ไม่รู้ว่าตนเองกำลังเดินเข้าไปสู่ ความเจ็บปวดอย่างใหญ่หลวง แพทย์จีนจึงเขียนข้อเตือนใจ ผู้ต้องการใช้ยาไว้ดังนี้

หนึ่ง อย่ากินอาหารหรือยาบำรุงทุกวัน โดยเฉพาะผู้ที่ผอมแห้งแรงน้อย ทางที่ถูกต้องควรกินทุกๆ 7-10 วัน ต่อหนึ่งครั้ง

สอง ระหว่างที่มีประจำเดือน สตรีไม่ควรใช้ยาบำรุง ถ้าต้องการใช้ควรใช้ก่อนหรือหลังช่วงนี้อย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์

สาม เนื่องจากยาบำรุงกำลังมีผลกระทบต่อการขับถ่ายปัสสาวะ และเหงื่อมากผู้ที่เป็นหวัดหรือมีอาการท้องผูก ท้องร่วง และเหงื่อออกมากเกินไป ไม่ควรกินเด็ดขาด

สี่ ขนาดของอาหารหรือยาบำรุงควรแตกต่างกัน ตามรูปร่างและอายุของผู้กินดังนั้นทางที่ดีที่สุดควรให้แพทย์ วัดชีพจรและตรวจสุขภาพร่างกายก่อนกินยาบำรุงใด ๆ

เมื่อพิจารณาข้อเตือนใจทั้งสี่ข้อแล้ว ผู้ใช้ยาโป๊วควรคำนึงด้วยว่า ยาโป๊วเป็นยาแรง ถ้ากระเพาะอ่อนแอหรือทำงานไม่สมบูรณ์ ผู้ซื้อก็จะสูญเงินและเสียสุขภาพไปเปล่า ๆ

ที่สำคัญยาโป๊วเป็นสมุนไพรช่วยกระตุ้นเนื้อเยื่อและฮอร์โมนเพศ ชายผู้ใช้จะต้องควบคุมการหลั่งของตนเองให้ได้ ถ้ายาโป๊วประกอบผิดส่วน หรือกินยามากเกินกำหนด อาจได้รับอันตรายถึงชีวิต ชายบางคนต้องจบชีวิตลงเพราะความมักมากในกามคุณ

ด้วยเหตุนี้กระมัง ชาวจีนจึงเรียกองคชาติว่า "ประตูแห่งความเป็นความตาย"

จริงหรือที่ยาบำรุงทางเพศช่วยให้ สมรรถภาพทางเพศชายแข็งแกร่งขึ้น
จำเป็นหรือที่มนุษย์จะต้องใช้ยาบำรุงทางเพศ ที่มาจากอวัยวะสัตว์เป็นสะพานไปสู่ความสุขสมทางกามารมณ์
ยาบำรุงทางเพศเป็นความจริงแท้ หรือเป็นแค่ความเชื่อที่มนุษย์ยึดถือมาหลายพันปี ?
หมายเหตุ

แมลงวันสเปน* แพทย์ระบุว่า แมลงวันสเปนเป็นยาอันตราย หากใช้ในปริมาณที่มากเกินไปอาจช็อกจนถึงเสียชีวิตได้

ยาเลิฟ* เป็นยาที่กระตุ้นระบบประสาทสมอง Hypothalamus ทำให้เกิดการหลั่งสารบางอย่างที่จะกระตุ้นฮอร์โมนทางเพศสูงขึ้น ผู้ที่เสพจะมีความต้องการทางเพศสูงจนควบคุมไม่ได้

CITES* Convention on International Trade in Endangered Specie of Wild Fauna and Flora การประชุมร่างอนุสัญญา ว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดของสัตว์ป่าและพืชป่าที่กำลังจะสูญพันธ์

วันดี สันติวุฒิเมธี

[ BACK TO LIST]

[Home] [เพศ] [ครอบครัว] [วัยรุ่น] [คุมกำเนิด] [กามโรค] [เกย์] [ law ]



[ คัดลอกจากนิตยสารสารคดี ฉบับที่ 158 ปีที่ 14 เมษายน 2541
ขอบคุณนิตยสารสารคดี ที่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่ ]