คลินิกรัก Clinic Love for Happy Family


ทำแท้งบาปหรือไม่ ในทรรศนะพระพุทธศาสนา



ขอเจริญพรท่านอาจารย์แพทย์ และแพทย์พยาบาลผู้สนใจใฝ่ธรรมทุกท่าน

วันนี้อาตมาภาพมาด้วยความเข้าใจว่า จะพูดเรื่องเกี่ยวกับการทำแท้ง คือเข้าใจว่าชื่อเรื่องเป็นอย่างนั้น ทั้งนี้เพราะไม่ทราบชัดหรือจำไม่แม่นว่า ตั้งชื่อว่าเรื่องอะไร เมื่อฟังท่านผู้ดำเนินการจึงทราบชัดว่าเป็นเรื่อง "ชีวิตเริ่มต้นเมื่อไร" แต่ก็ไม่เป็นไร

"ชีวิตเริ่มต้นเมื่อไร" ก็สัมพันธ์กัน ไปกันได้กับเรื่องการทำแท้ง เพราะว่าในเรื่องการทำแท้ง ปัญหาสำคัญก็อยู่ที่ว่า ชีวิตเริ่มต้นตรงจุดไหน และเป็นคนเมื่อไรนั่นเอง จุดวินิจฉัยจึงอยู่ที่นี่
เท่าที่จำได้ คุณหมอภุมรา เคยปรารภเรื่องนี้ และคุณหมอกาญจนา ก็อยากให้มาพูดเรื่องนี้ ทีนี้ก็เลยมาพูดในงานของชุมนุมพุทธธรรม

ฆ่ามนุษย์ ตั้งแต่เมื่อใด ?

ถ้าจะพูดเรื่องทำแท้ง ก็ตอบนิดเดียว อาตมาก็เลยนึกว่า วันนี้มาพูดเดี๋ยวเดียวก็จบ เพราะว่าถ้าเริ่มจากจุดนี้ ก็ไม่มีอะไรมาก คำตอบจะดูได้ชัดจากวินัยของพระ เราเอามาเทียบได้ทันที คือ พระสงฆ์มีวินัยบัญญัติข้อสำคัญอยู่ข้อหนึ่งว่า ถ้าฆ่ามนุษย์ละก็ ต้องขาดจาความเป็นพระภิกษุ เรียกว่า เป็นปาราชิกข้อหนึ่ง
พระภิกษุที่ว่าฆ่ามนุษย์ ฆ่ามนุษย์ตั้งแต่เมื่อไร ? ถ้าดูที่นี่แล้วก็จะเห็นว่า ทัศนะของพระพุทธศาสนาชัดอยู่แล้ว สำหรับพระภิกษุตั้งแต่บวชวันแรกพอบวชเสร็จ พระพุทธเจ้าก็บัญญัติไว้ว่า พระอุปัชฌาย์บอกอนุศาสน์

อนุศาสน์เป็นคำสอนเบื้องจต้นให้พระภิกษุที่บวชใหม่รู้ว่า ชีวิตของพระจะเป็นอยู่ได้อย่างไร อาศัยปัจจัยสี่อย่างไร แล้วก็บอกสิ่งที่ทำไม่ได้ 4 ประการ ให้รู้ไว้ก่อน คือ ในขณะที่ยังไม่ได้รับการศึกษา ยังไม่มีความรู้ในธรรมวินัยว่า จะทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้ บวชใหม่ๆ ยังไม่ทันรู้ เดี๋ยวจะพลาดไปเสียก่อน ฉะนั้น ก่อนจะศึกษาอะไรต่อไป ก็ให้รู้ไว้ก่อนว่าสิ่งเหล่านี้เป็นความผิดร้ายแรง 4 ประการ ถ้าทำแล้วจะขาดจากความเป็นพระภิกษุ ใน 4 ข้อนั้น เฉพาะข้อที่ 3 มีข้อความเป็นภาษาบาลี บอกไว้ว่า
โย ภิกขุ สัญฺจิจฺจ มนุสฺสวิคฺคหํ ชีวิตา โวโรเปติ อนฺตมโส คพฺภปาตนํ อุปทาย, อสฺสมโณ โหติ อสกฺยปุตฺติโย. (วินย.4/144/194)

นี่ พระใหม่ทุกองค์จะต้องได้ยินพระอุปัชฌาย์ หรือผู้ที่พระอุปัชฌาย์มอบหมายให้บอก แปลได้ความว่า "ภิกษุใดจงใจพรากชีวิตมนุษย์ แม้แต่เพียงทำครรภ์ให้ตกไป (ทำครรภ์ให้ตกไป หมายความว่า ทำแท้งนั่นเอง) ย่อมไม่เป็นสมณะ ไม่เป็นศากยบุตร"
พอเริ่มบวชท่านก็บอกอย่างนี้ ฉะนั้น การทำแท้งจึงเป็นการกระทำ ที่ต้องห้ามสำหรับพระภิกษุ ถ้าทำแท้งก็ถือว่าทำลายชีวิตมนุษย์ ขาดจากความเป็นพระภิกษุ
ข้อความที่ท่านบอกนี้ ท่านก็เอามาจากบทบัญญัติในพระวินัยอีกทีหนึ่ง ทีนี้เราก็มาย้อนหรือดูให้ลึกลงไปถึงพระวินัย

ในพระวินัยบทบัญญัติข้อนี้ก็มีข้อความคล้ายๆ กัน เพราะว่าคำบอกอนุศาสน์นั้น ท่านก็เกือบจะลอกมาจากพุทธบัญญัติที่ว่า ปาราชิกนั่นเองพุทธบัญญัตินั้นมีว่า
โย ปน ภิกฺขุ สัญฺจิจฺจ มนุสฺสวิคฺคหํ ชีวิตา โวโรเปยฺย,....อยมฺปิ ปาราชิกโก โหติ อสวาโส. (วินย.1/180/137)
แปลว่า ภิกษุใดจงใจพรากชีวิตมนุษย์ ภิกษุนี้เป็นปาราชิก หมดสิทธิอยู่รวมกับสงฆ์ (ไม่สามารถอยู่ร่วมกับภิกษุอื่นได้อีกต่อไป)
เป็นอันว่า แน่นอนแล้ว และในคำบอกอนุศาสน์ ท่านก็ยังสรุปมาอีกให้รู้ว่า แม้แต่เพียงทำลายเด็กที่อยู่ในครรภ์ก็ไม่ได้

ทีนี้ปัญหาก็ตามมาว่า ที่ว่าทำครรภ์ให้ตกไป หรือทำแท้งน่ะ หมายเอาตอนไหน ตั้งแต่เมื่อไร อันนี้รู้สึกว่าเป็นจุดที่มาโยงเข้ากับเรื่องที่ว่า ชีวิตเริ่มต้นเมื่อไร
ทีนี้ก็มาดูคำอธิบายต่อไป วิธีที่พระพุทธเจ้าทรงวางบทบัญญัติในพระวินัยนั้น ก็เหมือนกับวิธีที่ปฏิบัติกันต่อมาในกฎหมายทั่วไปคือ ต้องมีความชัดเจนทางด้านถ้อยคำ มีการให้คำจำกัดความคำสำคัญทุกคำ ฉะนั้น ในพระวินัยบัญญัติทุกบทจะต้องมีคำจำกัดความคำแต่ละคำ มีคำจำกัดความไว้ชัดเจน เพราะฉะนั้น เมื่อพระพุทธเจ้า บัญญัติสิกขาบทนั้นๆ เสร็จแล้ว ก็จะมีคำอธิบายต่อไปข้างล่าง

ในข้อความว่า "ภิกษุใดพรากชีวิตมนุษย์" ก็มีคำอธิบายแต่ละคำ คำว่า "ภิกษุ" หมายถึงบุคคล... "ชีวิตมนุษย์" หมายถึง... "ปลง" หรือ "พราก" หมายถึง...ท่านอธิบายไว้ทุกคำ นี้เป็นลักษณะของกฎหมายเมื่อมีบทบัญญัติ ก็มีคำจำกัดความ

ที่บอกว่า พรากชีวิตมนุษย์นั้น ภาษาพระใช้คำว่า มนุสฺสวิคฺคหํ เราแปลง่ายๆ ว่า ชีวิตมนุษย์ ซึ่งท่านให้คำจำกัดความไว้ว่า ที่ชื่อว่า ชีวิตมนุษย์ นั้นคืออย่างไร ? ท่านบอกว่าได้แก่ จิตที่เป็นปฐม คือวิญญาณแรก ซึ่งปรากฏในครรภ์มารดา จนกระทั่งถึงมรณะ ในระหว่างนี้ชื่อว่าเป็น มนุสฺสวิค์คหํ (วินย.1/181/137)
เป็นอันว่า ตามคำจำกัดความของ มนุสฺสวิคฺคหํ ท่านถือว่า เป็นชีวิตมนุษย์ตั้งแต่เป็นจิตแรกในท้องของมารดาจนถึงตาย

ทีนี้ก็มีปัญหาต่อไปว่า จิตแรก หรือ วิญญาณอันเป็นปฐม หรือปฐมจิตนั้นคือตอนไหน

ถึงตอนนี้อรรถกถาก็อธิบายถ้อยคำและข้อความในพระไตรปิฎกบ้าง ท่านบอกว่า จิตเป็นปฐมนั้นได้แก่ ปฏิสนธิจิต (จิตที่ปฏิสนธิ) แล้วก็อธิบายต่อไปว่าที่ท่านแสดงไว้นี้หมายถึงปฏิสนธิสัตว์ที่มีขันธ์ 5
ขันธ์ 5 ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เพราะฉะนั้น จิตแรกนี่ก็พร้อมด้วยอรูปขันธ์ทั้ง 3 คือ เวทนา สัญญา และสังขาร จุดนี้ก็ยังไม่สำคัญ อันนี้เป็นเรื่องธรรมดา

ทีนี้ ท่านบอกต่อไปว่า "กับทั้ง กลลรูป ที่เกิดพร้อมด้วยปฐมจิตนั้น" นี่ละคำนี้ตัดสินเลย เป็นอันว่าท่านบอกไว้ครบแล้วทั้งด้านจิตใจและด้านร่างกาย คือ
ก.ทางด้านจิตใจ หรือนามธรรม ได้แก่
1.ปฐมจิต
2.อรูปขันธ์ทั้ง 3 ที่เกิดร่วมกับปฐมจิตนั้น
ข.ส่วนทางด้านร่างกาย หรือรูปธรรม ก็บอกว่า "และ กลลรูป ที่เกิดพร้อมด้วยปฐมจิต"

เป็นอันตัดสินได้แล้วว่าฝ่ายรูปธรรมได้แก่ กลลรูป
กลลรูปนี้คืออะไร เดี๋ยวเราจะต้องมาพิจารณาเรื่องนี้กันอีกที
แล้วท่านก็สรุปว่า "นี้แหละชื่อว่า มนุสฺสวิคฺคห ที่เป็นเบื้องแรกที่สุด" หมายความว่า จุดเริ่มแรกที่สุดของชีวิตมนุษย์อยู่ที่นี่ แล้วก็มีคำอธิบายสรุปท้ายอีกว่า

"พรากมนุษย์จากชีวิตแม้ในเวลาที่เป็นกลละ"1 นี่ชื่อว่าทำแท้ง หรือทำครรภ์ให้ตกไป ฉะนั้นก็ได้ความหมายของการทำแท้ง หรือฆ่ามนุษย์ในครรภ์ตั้งแต่รูปเล็กที่สุดเป็นกลลรูป
ตกลงว่า สำหรับภิกษุนี่ชัดเจนแล้ว ถ้าทำลายชีวิตมนุษย์ ตั้งต้นแต่เขาอยู่ในครรภ์มารดา ชื่อว่าทำลายชีวิตมนุษย์ทั้งสิ้น

กำเนิดมนุษย์ ท่านว่าไว้อย่างไร ?

ต่อไปนี้ก็มาดูเรื่องเกี่ยวกับกำเนิดมนุษย์ตามความในพระไตรปิฎก ให้ชัดเจนขึ้นไปอีก ที่กล่าวไปแล้วเป็นพระวินัย คราวนี้เราไปดูในพระสูตรบ้าง เพื่อจะโยงหาเนื้อหาความสัมพันธ์กัน ที่จะช่วยให้เกิดความชัดเจนยิ่งขึ้น มีพระสูตรที่ตรัสถึงเรื่องกำเนิดของชีวิตมนุษย์ พระพุทธเจ้าตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย เพราะการประชุมพร้อมแห่งองค์ประกอบ 3 ประการ ย่อมมีการหยั่งลงแห่งครรภ์"

การหยั่งลงแห่งครรภ์ หมายความว่ามีการเกิดขึ้นของสัตว์ ที่เกิดในท้องมารดา ดูพุทธพจน์ต่อไปว่า
"ภิกษุทั้งหลาย เมื่อใด มารดาบิดาร่วมกัน 1 มารดาอยู่ในฤดู (ช่วงเวลาไข่สุก) 1 และคันธัพพะเข้าไปตั้งอยู่แล้ว 1 เพราะประชุมองค์ประกอบ 3 ประการอย่างนี้ ก็มีการก้าวลงแห่งครรภ์" (ม.มู.12/452/287)
นี่ก็หมายความว่า องค์ประกอบฝ่ายมารดากับบิดาประจวบกัน 1 และมารดาก็อยู่ในระยะที่มีไข่สุก 1 อีกทั้งคันธัพพะก็เข้าไปตั้งอยู่ 1 นี่ เป็นจุดเริ่มต้นกำเนิดชีวิต ทีนี้ก็มีข้อสงสัยว่า คันธัพพะคืออะไร

คันธัพพะนี่ตามปกติที่เป็นศัพท์ทั่วไปก็แปลว่า คนธรรพ์ คนธรรพ์นี่ก็อยู่ในจำพวกเทวดาอย่างที่เข้าใจกันทั่วไป ดังที่รู้จักกันในวงวรรณคดี เป็นพวกเทพบุตร ประเภทนักดตรี ตามหลักท่านจัดเป็นเทวดาชั้นต่ำ เป็นบริวารของท้าวธตรฐ ซึ่งเป็นโลกบาลประจำทิศตะวันออก ในสวรรค์ชั้นต้น ที่เรียกว่า จาตุมหาราชิกาหรือท้าวโลกบาล 4 แต่เราอย่าไปหลงกับศัพท์นั้น เพราะศัพท์ต่างๆ มีความหมายได้หลายนัย ไม่ใช่ว่าศัพท์เดียว จะมีความหมายได้อย่างเดียว ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาในภาษาทั้งหลาย อย่างในภาษาไทยของเรานี้ คำว่า ชาย อาจหมายถึงคนผู้ชายก็ได้ หมายถึงริม เช่น ชายผ้าก็ได้ หมายถึงคล้อยไป เช่น ตะวันชายบ่ายคล้อยก็มี

สำหรับคันธัพพะที่ท่านก็อธิบายต่อไป แต่คำอธิบายนี้ไม่ได้อยู่ในพระไตรปิฎก ให้แต่ตัวศัพท์ไว้ คำอธิบายมาในอรรถกถา ท่านบอกว่า "คันธัพพะ คือ สัตว์ที่เข้าไปที่นั้น" ท่านใช้คำสั้นนิดเดียวว่า ตตฺรูปคสตฺโต สัตว์ผู้เข้าไปที่นั้น และอธิบายต่อไปอีก เป็นคำอธิบายของอรรถกถา และทั้งฎีกาด้วย มีสาระสำคัญว่า คันธัพพะ ก็คือ สัตว์ผู้ไปเกิด ซึ่งตอนนั้นถือได้ว่าอยู่ในภพก่อน วิญญาณ หรือจิตสุดท้าย จะมุ่งหน้ามาสู่กำเนิดโดยมี คตินิมิต เป็นตัวนำ (1 ม.อ.2/408/218; วินย.ฎีกา 2/10/20)

อธิบายว่าเวลาคนจะตาย ท่านบอกว่า จะมีกรรมนิมิต อันได้แก่ภาพของกรรม คือประสบการณ์ต่างๆ ที่ตนได้กระทำไว้ในอดีตของชีวิตมาฉายให้เห็น พอกรรมนิมิต คือภาพตัวแทนของสิ่งที่ตนได้กระทำมา ผ่านไปแล้ว ก็มีคตินิมิต คือภาพของภพที่ตนจะไปเกิดปรากฏให้เห็น คตินิมิตที่ปรากฏนี้ก็เป็นไปตามกรรม ที่เป็นตัวนำให้ไปเกิด กรรมนั้นแสดงออกโดยมีคตินิมิตเป็นเครื่องหมาย แล้วกรรมก็เป็นตัวชักพาไป วิญญาณเก่าดับไป วิญญาณใหม่เกิดขึ้นสืบต่อกรรมที่สะสมไว้และวิญญาณนั้นชื่อว่าเป็น คันธัพพะ

ฉะนั้น คำว่า คันธัพพะ ตามมติของอรรถกถาก็หมายถึง ตัวสัตว์ผู้ไปเกิด เป็นศัพท์ที่เรียกคลุมๆ เพราะถ้าจะเรียกเป็นจิตเป็นวิญญาณ ก็จะเป็นการพูดศัพท์ลึกแบบอภิธรรมมากไป จึงพูดเป็นตัวสัตว์หยาบๆ ไปเลย หมายถึงผู้ที่จะไปเกิด ท่านแสดงไว้ในความหมายว่าอย่างนั้น พระอาจารย์ที่อธิบายท่านเรียกว่า อุปฺปชฺชนกสตฺโต

เป็นอันว่า มติของคัมภีร์ทั้งหลายแสดงไว้ชัดแล้ว ว่าท่านมุ่งเอาแค่ไหน คันธัพพะ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่ง ในการเกิดของคนก็หมายถึงคนที่จะมาเกิด หรือสัตว์ที่มาเกิดในกรณีนั้น

ชีวิตในครรภ์ เป็นอย่างไร ?

ทีนี้ก็ไปดูฝ่าย กลละ อีกทีหนึ่ง เป็นการดูในฝ่ายรูปธรรม ในเรื่องนี้ก็มีพระสูตรอีกสูตรหนึ่ง ที่ตรัสว่าด้วยลำดับของชีวิตในครรภ์มารดา ซึ่งเราไปพบคำบาลีเป็นคาถาว่า

ปฐมํ กลลํ โหติ กลลา โหติ อพฺพุทํ
อพฺพุทา ชายเต เปสิ เปสิ นิพฺพตฺตตี ฆโน
ฆนา ปสาขา ชายนฺติ เกสา โลมา นขาปิ จ

(สํ.ส.15/803/303; อภิ.ก.37/1560/524)
นี่คือคำอธิบายว่าด้วยลำดับการเกิดเป็นระยะๆ ทีละช่วงสัปดาห์ หรือช่วงละเจ็ดวันๆ ลำดับแรกที่สุดก็คือ เป็น ปฐมํ กลลํ เป็นกลละก่อน
กลละ นี่ถ้าเป็นคำศัทพ์ในความหมายทั่วไปก็จะได้แก่ พวกเมือก พวกโคลนตม เช่นว่าเหยียบลงไปในโคลนหรือในที่เละ แต่ในที่นี้ กลละ เป็นศัพท์เฉพาะซึ่งมีความหมายเกี่ยวกับชีวิต และท่านใช้คำเรียกอย่างนั้น ก็เพราะมีลักษณะเป็นเมือก หรือเหมือนอย่างน้ำโคลนเละๆ คือเป็นคำเรียกตามลักษณะแต่ในกรณีนี้ ท่านหมายถึงเป็นเมือกใส ไม่ใช่ข้นอย่างโคลนตม

กลละ นี้ ท่านบอกว่าเป็นหยาดน้ำใส เป็นหยดที่เล็กเหลือเกิน เล็กจนกระทั่งในสมัยนั้นไม่รู้จะพูดกันอย่างไร เพราะยังไม่ได้ใช้มาตราวัดอย่างละเอียดถึงขนาดที่ว่า เป็นเศษส่วนเท่าไรของมิลลิเมตรของเซนติเมตร หรือของนิ้ว ท่านก็เลยต้องใช้วิธีอุปกมาว่า หยาดน้ำใสกลละนี้นะ มีขนาดเล็กเหลือเกินเหมือนอย่างเอาขนจามรีมา จามรีที่เป็นสัตว์อยู่ทางภูเขาหิมาลัย ซึ่งมีขนที่ละเอียดมาก เอาขนจามรีเส้นหนึ่งมาจุ่มน้ำมันงา แล้วก็สลัดเจ็ดครั้ง แม้จะสลัดเจ็ดครั้งแล้วมันก็ยังมีเหลือติดอยู่นิดหนึ่ง ซึ่งเล็กเหลือเกิน ท่านบอกว่านี้แหละเป็นขนาดของกลละ กลละหมายถึงชีวิตในฝ่ายรูปธรรม เมื่อเริ่มกำเนิดในเจ็ดวันแรก ในช่วงเจ็ดวันแรกเป็นเป็นกลละอย่างนี้ก่อน ซึ่งเล็กเหลือเกิน แล้วต่อจากกลละนี้ไปในสัปดาห์ที่สองก็เป็น อัพพุทะ

อัพพะทุ นี้ควรจะเรียกได้ว่าเป็นเมือกละ คือ เป็นน้ำข้นหรือเมือกข้น ต่อจากนั้นในสัปดาห์ที่ 3 ก็จะเป็น เปสิ คือเป็นชิ้นเนื้อ แล้วต่อจากนั้นในสัปดาห์ที่ 4 ก็จะเป็นก้อน เรียกว่า ฆนะ ต่อจากนั้นในสัปดาห์ที่ 5 ก็จะเหมือนกับมีส่วนงอกออกมา เป็นปุ่มห้าปุ่ม เรียกว่า ปัญจสาขา นี่เป็นสัปดาห์ที่ห้า แล้วหลังจากนั้นก็จะมีผมมีขนมีเล็บกันต่อไป

ที่ว่ามานี้ก็เป็นการพูดถึงลำดับของการเกิด เป็นอันว่าขั้นแรกที่สุด ในช่วงสัปดาห์แรกนี่เป็นหยาดน้ำใส หรือเมือกใสที่เรียกว่า กลละ ซึ่งเล็กเหลือเกินอย่างที่ว่ามาแล้ว ซึ่งก็รับกันกับที่พูดมาในตอนต้น บรรจบกับที่ท่านถือว่า ในขณะเป็นชีวิตฝ่ายรูปธรรมที่เป็นจุดเล็กที่สุดอันนี้ มีจิตแล้ว จิตดวงแรกหรือจิตอันเป็นปฐมนี้เป็นมาพร้อมกันกับรูปธรรมที่เป็นกลละ ซึ่งเป็นจุดเล็กในสัปดาห์แรกนี้เลย ก็เป็นอันว่า ถ้าอย่างนี้ก็จบ หมายความว่าในทางคัมภีร์นี้ชัดเจนมาก ว่าชีวิตตั้งต้นเมื่อไร ก็ถือว่าเริ่มต้นที่องค์สามประการบรรจบกันนั้นแหละ

องค์สามประการที่ว่า ฝ่ายมารดากับฝ่ายบิดาบรรจบกันแล้ว ก็มารดาอยู่ในช่วงเวลาไข่สุก พร้อมทั้งมีคันธัพพะ ซึ่งท่านอธิบายว่าสัตว์ผู้มาเกิด นั่นก็ชัดไปทีหนึ่งแล้ว ยิ่งกว่านั้นยังอธิบายอีกว่าเป็นปฐมจิต คือจิตแรกซึ่งเกิดพร้อมกันกับกลลรูปที่เป็นหยาดน้ำใส ซึ่งเกิดขึ้นในสัปดาห์ที่หนึ่งในชีวิตช่วงแรกที่สุด นี่ก็เท่ากับย้ำ ซ้ำแน่นหนักลงไปอีก อาตมาจึงบอกว่า ถ้าพูดเรื่องการทำแท้งก็ชัดเจน เท่านี้ก็หมดแล้วไม่รู้จะพูดอะไรอีก

เป็นอันว่า ถ้าถามว่าชีวิตตั้งต้นเมื่อไร ก็มีคำตอบในทางธรรมที่ท่านพูดไว้ชัดเจนเหลือเกินแล้ว หลักทั้งสามอย่างที่ได้พูดไปแล้วนี้ก็มาประสานกัน
ในทางพระวินัย ก็มีบทบัญญัติสำหรับพระภิกษุในเรื่องการทำความผิด ทำลายชีวิตมนุษย์ ในพระสูตรก็มีพุทธพจน์ตรัสไว้เกี่ยวกับเรื่อง กำเนิดชีวิตมนุษย์ในครรภ์มารดา ในพระสูตรอีกแห่งหนึ่ง ก็มีพุทธพจน์ตรัสแสดงลำดับความเจริญของชีวิตในครรภ์ที่เรียกว่า กลละ อัพพุทะ เปสิ ฆนะ และปัญจสาขา

หลักทั้งสามนี้ ก็มาโยงย้ำกัน ทำให้ได้ข้อยุติในเรื่องของชีวิตมนุษย์ ที่ท่านถือว่า มีการเกิดขึ้นอย่างนี้ เป็นเรื่องการเกิดสำหรับมนุษย์เรา ซึ่งเป็นสัตว์ที่ท่านเรียกว่า ประกอบด้วยขันธ์ 5 เรียกเป็นศัพท์เฉพาะว่า ปัญจโวการ ปัญจโวการก็คือขันธ์ 5 นั่นเอง ได้แก่รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ


ความจริงเป็นอย่างนี้ เราจะทำอย่างไร ?

เมื่อพูดถึงเรื่องกำเนิดของชีวิตมนุษย์เป็นจุดเริ่มต้นแล้ว มันก็โยงต่อไปถึงเรื่องที่ว่า เมื่อเป็นอย่างนี้เราจะปฏิบัติกันอย่างไร ในเรื่องราวและกรณีต่างๆ ที่มีความซับซ้อนเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของมนุษย์ ตลอดจนเรื่องอะไรต่างๆ ของสังคม โดยเฉพาะในเรื่องทางการแพทย์ ซึ่งมีปัญหาเกิดขึ้นมาก เช่นว่าบางทีชีวิตที่เกิดมานี้ไม่เป็นที่พึงประสงค์ ด้วยเหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วเราจะทำอย่างไร ถ้าพูดในแง่นี้ก็ไม่ตรงกับหัวข้อที่ท่านตั้งไว้ทีเดียว แต่อาตมาก็จะพูดต่อไปเลย

ปัญหาที่ว่า เราควรทำอย่างไรนี้ เป็นปัญหาทาง จริยธรรม ในทางพระพุทธศาสนานั้น เรื่องจริยธรรมนี้เราพูดได้ว่าต้องมองสองส่วน
ส่วนที่หนึ่ง คือเรื่องของความจริง ท่านถือเอาความจริงเป็นหลัก และความจริงนั้นเป็นสิ่งที่พึงรู้ หมายความว่า พระพุทธศาสนาไม่ใช่ศาสนาแห่งการสั่ง บังคับกฎจริยธรรมไม่ใช่เป็นคำสั่งของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าตรัสว่าพระองค์เป็นเพียงผู้ค้นพบความจริง แล้วก็นำเอาความจริงนั้นมาแสดงการที่ว่าบุคคลทำอะไรไปแล้ว จะได้รับผลอย่างไรก็เป็นไปตามกฎเกณฑ์แห่งเหตุผลหรือกฎเกณฑ์ เหตุปัจจัยจากการกระทำของตนเอง พระพุทธเจ้าไม่ได้ลงโทษหรือให้รางวัลใคร ฉะนั้น ในกฎเกณฑ์แห่งจริยธรรมแบบนี้ การได้รับผลของการกระทำ ทางจริยธรรมจึงเป็นเรื่องของเหตุปัจจัยที่เป็นไปของมันเอง เป็นเรื่องของความเป็นเหตุเป็นผล ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องไปรอการลงโทษ หรือรอการให้รางวัลว่า ถ้าเราทำอย่างนี้ พระพุทธเจ้าจะให้รางวัลหรือเปล่า ถ้าเราทำอย่างนั้นพระพุทธเจ้าจะลงโทษไหม ไม่ใช่อย่างนั้น

เมื่อเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับกฎเกณฑ์แห่งความเป็นจริงของธรรมชาติ ความเกี่ยวข้องของมนุษย์ หรือสิ่งที่มนุษย์จะพึงปฏิบัติข้อแรกก็คือ เราจะต้องรู้ว่าความจริงเป็นอย่างไรและในเมื่อความจริงนั้น เป็นเรื่องของความเป็นไปตามเหตุปัจจัย ความเกี่ยวข้องของมนุษย์ หรือสิ่งที่มนุษย์จะต้องปฏิบัติ ข้อที่สอง ก็คือ เราจะตัดสินใจกระทำอย่างไร เพื่อให้ได้ผลที่เราต้องการโดยสอดคล้องกับความจริงที่เป็นอย่างนั้น นี่แหละเป็นส่วนที่สอง ซึ่งเป็นเรื่องของมนุษย์หรือเรื่องของตัวเราเอง เพราะว่าเมื่อจริยธรรมเป็นเรื่องของความเป็นไปตามหลักความจริงอย่างนี้แล้ว การกระทำก็เกิดผลตามหลักความจริงนั้น และการได้รับผลต่างๆ ก็เป็นไปตามกฎธรรมชาติทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น ในจริยธรรมแบบนี้ ก็จะมีการปฏิบัติ 2 ตอน คือ
1. การรู้ความจริง (ของธรรมชาติ)
2. การตัดสินใจที่จะกระทำ (ของตัวคน)

พูดอีกสำนวนหนึ่งว่า ความจริงที่พึงรู้ 1 และกรรมหรือกิจที่พึงทำ 1
ที่ว่าพึงทำก็คือ ในเมื่อรู้ความจริงอย่างนี้แล้ว การตัดสินใจว่า จะเอาอย่างไรหรือจะทำอย่างไร ก็เป็นเรื่องของเรา โดยรับผิดชอบต่อความจริงที่เป็นอย่างนั้น
หลักการนี้ถือว่า พระพุทธเจ้าได้สอนให้เราเกิดปัญญาว่า ความจริงเป็นอย่างนั้นๆ แล้วเราก็ใช้ปัญญาพิจารณาตัดสินใจเอาเอง ตามความจริงที่เราจะต้องรู้นั้น ถ้ายังไม่รู้ท่านผู้รู้ก็บอกให้ แต่เราจะเชื่อหรือไม่ เราก็มีสิทธิที่จะพิสูจน์ความจริงกันต่อไป

สำหรับเรื่องการเกิดนั้น ในเมื่อขณะนี้เราเองไม่สามารถบอกได้เด็ดขาดชัดเจน เราก็ต้องถือเอาเกณฑ์อย่างใดอย่างหนึ่งคือ ว่าปัจจุบันนี้แม้แต่วิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะในทางการแพทย์ก็คงจะไม่เป็นผู้ตัดสินว่าจะเอาอย่างไร คือยังไม่ยุติว่าชีวิตเกิดเมื่อไรแน่ คนเรายังไม่รู้จริงเกี่ยวกับเรื่องของชีวิตนี้ ฉะนั้นก็จึงถือว่าท่านบอกความจริงให้ในแง่มุมของพระพุทธศาสนาว่าอย่างนี้ เมื่อเรานับถือท่านเราก็ยอมรับความจริงนี้ ทีนี้ เมื่อรู้ความจริงนี้แล้ว เราจะตัดสินใจทำอย่างไร ก็ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนตามการตัดสินใจนั้น คือ ยอมรับความจริง แล้วก็รับผิดชอบต่อความจริงนั้น คือ ยอมรับผิดชอบตนเองต่อผลของการกระทำที่จะเป็นไปตามกฎธรรมชาติ

การที่ยอมรับความจริงตามกฎธรรมชาตินี้มันก็เป็นเรื่องที่ว่า เรามีสิทธิที่จะตัดสินใจ ถ้าหากว่ามันเป็นสิ่งไม่ดีหรือเป็นความผิดหรือทำให้เกิดโทษ เราก็ต้องยอมรับความจริงนั้นด้วย ไม่ใช่ว่าเราปรารถนาเราต้องการอย่างไร เราก็พูดผันให้สิ่งนั้นเป็นอย่างนั้นตามที่เราต้องการ รวมความว่า ท่านให้แยกเป็น 2 ตอน คือ การรู้และยอมรับความจริง อย่างหนึ่ง การตัดสินใจว่าจะทำอย่างไร และเมื่อตัดสินใจทำอย่างไรแล้ว ก็ต้องยอมรับผิดชอบการกระทำของเรานั้น ตามความจริงด้วย อย่างหนึ่ง

ยกตัวอย่างในเรื่องชีวิตนี้ เมื่อหลักความจริงมีอยู่อย่างนี้แล้ว เราจะทำอย่างไร เช่นในวงการแพทย์จะเอาอย่างไร ก็ต้องว่ากันไป แต่เราต้องรู้ความจริง เท่าที่จะรู้ได้ และยอมรับความจริงนั้นโดยไม่เลี่ยง พร้อมกันนั้นเรามีสิทธิที่จะตัดสินใจ และก็ต้องรับผิดชอบ ต่อการกระทำตามการตัดสินใจนั้น

วินัยพระเอาอย่างนี้ สังคมชาวบ้านจะเอาอย่างไร ?

ทีนี้ในฝ่ายของพระนั้นท่านว่าของท่านไว้ชัดแล้วตามหลักที่ว่ามาอย่างนี้ และท่านยังมีคำแนะนำในเชิงปฏิบัติการกำกับไว้ด้วยว่า เวลาจะตีความวินัยให้ถือหลักข้างเคร่งไว้ก่อน คือถ้ามีกรณีที่เป็นปัญหา ซึ่งเป็นธรรมดา ว่าเรื่องวินัยหรือเรื่องกฎเกณฑ์ในบัญญัติย่อมมีปัญหาได้ทั้งนั้นว่า เอ จะเป็นอย่างนั้นหรืออย่างนี้กันแน่ ท่านก็บอกว่าให้ถือข้างเคร่งไว้ก่อน กฎทางฝ่ายวินัยซึ่งก็คือ กฎหมายของพระท่านให้ถืออย่างนั้น

สำหรับของพระนั้น เราจะเห็นลำดับเป็น 2 ตอน คือ รู้ความจริงที่มีอยู่ตามธรรมดาแล้วก็มาวางเป็นบทบัญญัติของสังคม หรือเป็นกติกาสังคมเรียกว่า วินัย วินัยเป็นกติกาของสังคม ที่บัญญัติโดยอาศัยความรู้นั้นและให้เป็นไปตามความรู้นั้นอีกทีหนึ่ง หมายความว่าตอนแรกเราพูดถึงความรู้ในเรื่องของชีวิตว่า อันนี้เป็นความจริงเกี่ยวกับชีวิต ว่าชีวิตเกิดขึ้นอย่างนี้ ถ้าทำอย่างนี้ก็เป็นการทำลายชีวิต ต่อจากนั้นเราก็มาบัญญัติกติกาของสังคมว่า ถ้าภิกษุใดไปทำลายชีวิตมนุษย์ที่เกิดขึ้นอย่างนี้ ก็เป็นอันว่า ขาดจากความเป็นพระภิกษุ บัญญัติที่ว่าขาดจากความเป็นพระภิกษุนี้ ไม่ใช่ความจริงของธรรมชาติ แต่เป็นกติกาสังคมที่บัญญัติซ้อนเข้ามาอีกที แต่อิงอาศัยตัวหลักที่ถือว่าเป็นความจริงนั้น

ในเรื่องการทำลายชีวิตนี้ก็เป็นอันแยกได้ว่า ของพระท่านถือเอาความจริงว่า ชีวิตกำเนิดเป็นมนุษย์ตั้งแต่เป็นกลลรูป ซึ่งตรงกับขณะที่สัตว์ถือ กำเนิดด้วยปฏิสนธิจิต หรือปฐมจิต หรือเป็นวิญญาณแรก ตรงนี้ถือว่าเริ่มเป็นมนุษย์ขึ้นแล้ว ถ้าใครทำให้ชีวิตนี้แตกดับสูญสิ้นไปก็ถือว่าฆ่ามนุษย์ตั้งแต่บัดนั้น นี่คือตัวความรู้ที่ท่านถือว่าเป็นความจริง แล้วท่านก็มาบัญญัติเป็นกติกา คือ ข้อวินัยสำหรับพระภิกษุว่า ภิกษุใดทำลายชีวิตมนุษย์อย่างนี้ ก็เป็นอันว่าขาดจากความเป็นพระภิกษุ

อนึ่ง การล่าหรือทำลายชีวิตสัตว์นั้น ไม่ว่าจะเป็นการฆ่าสัตว์มนุษย์ หรือสัตว์ดิรัจฉาน และไม่ว่าจะเป็นการฆ่าสัตว์ดิรัจฉานชนิดใดก็ตาม ท่านใช้ศัพท์กลางๆ เรียกเป็นอย่างเดียวกันว่า "ปาณาติบาต" ทั้งนั้น อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในแง่ของธรรมชาติในขั้นพื้นฐาน ไม่ว่าจะฆ่าสัตว์ชนิดไหน ก็เป็นการทำลายชีวิตสัตว์ทั้งนั้น แต่เมื่อมองตามมาตรฐาน แห่งภูมิธรรมปัญญาของมนุษย์ ก็มองเห็นคุณค่าของชีวิตทั้งหลายแตกต่างกัน ซึ่งทำให้การฆ่าสัตว์ต่างชนิดกันหรือแม้แต่ต่างตัวในชนิดเดียวกัน มีผลในด้านกรรมไม่เท่ากัน (เป็นบาปมากบาปน้อย) ดังนั้น เมื่อนำหลักการนี้มาจัดวางเป็นวินัยหรือกติกาของสังคม จึงมีการบัญญัติโทษแตกต่างกัน ซึ่งจะเห็นได้ชัดในวินัยของพระภิกษุสงฆ์ ถ้าภิกษุทำลายชีวิตมนุษย์ ก็มีความผิดสถานหนักที่สุด คือ ขาดจากความเป็นพระภิกษุ เรียกว่า เป็นปาราชิก แต่ถ้าภิกษุทำลายชีวิตสัตว์เดรัจฉาน จะมีความผิดเพียงสถานเบา ระดับที่เรียกว่า ปาจิตตีย์ (พึงสังเกตว่าในศีล 5 ไม่มีการแบ่งแยก ท่านจัดเป็นปาณาติบาตอย่างเดียวหมด แต่ผู้ศึกษาก็รู้ได้ว่า ฆ่าสัตว์ชนิดไหนตัวใดมีโทษมากหรือโทษน้อย) (เกณฑ์วินิจฉัยว่า ฆ่าสัตว์ชนิดไหน ตนใด มีโทษมาก หรือโทษน้อย ดูคำอธิบายช่วงสุดท้ายของปาฐกถาธรรมนี้)

ในกรณีของการทำแท้งนี้ ถ้าเราตกลงในแง่ความจริงว่า เป็นอย่างนี้ เราก็เอาความจริงนั้นเป็นหลักหรือเป็นฐานในการวางบัญญัติของเราต่อไป ความจริงนี้ก็คือยอมรับตามที่คัมภีร์ว่าไว้ คือ ถือว่าชีวิตมนุษย์ เริ่มแต่เป็นกลลรูป ตั้งแต่ปฐมจิต หรือปฏิสนธิวิญญาณ เมื่อใครไปทำให้ชีวิตนี้สิ้นสุดก็ถือว่า ฆ่ามนุษย์ ทีนี้ เมื่อตกลงในหลักความจริงอย่างนี้แล้ว ต่อไปในการวางบัญญัติเราจะเอาอย่างไร เราจะบัญญัติในกติกาของเราเอาแค่ไหน ก็เป็นเรื่องที่จะต้องตัดสินใจกัน ในขั้นของการบัญญัติกฎเกณฑ์ทางสังคมหรือกติกาสังคม ซึ่งต้องทำเพื่อเกื้อหนุนจิยธรรม หมายความว่า การวางกฎเกณฑ์ หรือกติกาสังคมของเรานั้น เป็นบัญญัติธรรม และบัญญัติธรรมนั้น ควรจะเป็นหรือจะต้องเป็นเครื่องสนับสนุนจริยธรรม เพื่อช่วยให้จริยธรรมดำรงอยู่ในสังคม ให้คนอยู่กันด้วยความดีงาม มีความสงบสุข

ทีนี้หันมาดูหลักจริยธรรม หลักจริยธรรมบอกว่ามนุษย์ไม่ควรเบียดเบียนกัน ไม่ความทำลายชีวิตกัน เพราะเป็นหลักความจริงหรือสัจธรรมว่า ชีวิตแต่ละชีวิตรักตัวเอง รักสุข เกลียดทุกข์ กลัวภัย กลัวความตายด้วยกันทั้งนั้น ถ้าพูดให้เข้ากับภาษาปัจจุบันก็ถือว่ามนุษย์แต่ละคน แม้แต่ที่เป็นสัตว์แรกเกิด ก็มีสิทธิในชีวิตของตนเองก็เลยเกิดปัญหาขัดแย้งซ้อนเข้ามาจะเอาอย่างไร คนเดี๋ยวนี้พบกับปัญหาที่มีความซับซ้อนมากขึ้น เช่นในเรื่องสิทธิของแม่ กับสิทธิของลูก

ก่อนจะพูดต่อไป ขอสรุปหลักการใหญ่ที่พูดมาเมื่อกี้นี้ก่อนว่า ตอนนี้เราได้พูดถึง บัญญัติธรรม (กฎเกณฑ์หรือกติกาของสังคมหรือวินัย) จริยธรรม (หลักการดำเนินชีวิตหรือเป็นอยู่ที่ดีงามเกื้อหนุนต่อสันติสุข ที่แท้ของชีวิตและสังคม) และสัจธรรม (ความจริงที่มีอยู่ตามธรรมดา เป็นกฎของธรรมชาติ) บัญญัติธรรมที่ดีจะต้องเป็นเครื่องเกื้อหนุนค้ำจุ้นจริยธรรม และจริยธรรมที่แท้ก็ต้องตั้งอยู่บนฐานของสัจธรรม โดยนัยนี้ บัญญัติธรรมที่เกื้อหนุนจริยธรรม ก็ต้องสอดคล้องกับสัจธรรมด้วย

จะเอาอย่างไร ก็ให้รู้หลักไว้ก่อน

ทีนี้ หันกลับไปพูดถึงตัวอย่างปัญหาความขัดแย้ง ระหว่างสิทธิของลูกกับสิทธิของแม่ต่อไปอีก แม่ก็ว่านี่เป็นลูกของฉัน อยู่ในท้องของฉัน ฉันเป็นเจ้าของ ฉันจะทำอย่างไรก็เป็นเรื่องของฉัน แต่เด็กไม่มีโอกาสพูด และก็ยังพูดไม่เป็น ถ้าเขาพูดได้ เขาก็คงบอกว่า เอ๊ะ นี่ชีวิตของฉัน ใครจะมาล่วงละเมิดไม่ได้ จะบอกว่าแม่เป็นผู้ให้กำเนิด ก็คล้ายๆ จะเป็นอย่างนั้น พระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้ว่า พฺรหฺมาติ มาตาปิตโร มารดาบิดาเป็นพรหมของบุตร

ศาสนาพราหมณ์ถือว่า พระพรหมเป็นผู้สร้างโลก สร้างมนุษย์ แต่พระพุทธเจ้ายกฐานะของพรหมนี้มาให้แก่บิดามารดา เพราะถือว่าเป็นผู้มีพระคุณในฐานะที่เป็นปัจจัยสำคัญในการให้กำเนิด เป็นการยกให้ในเชิงภาษาเทียบเคียงเพื่อสนับสนุนคุณค่าทางจริยธรรม ไม่ใช่หมายความว่าเป็นผู้ให้ชีวิตอย่างสิ้นเชิง ไม่ใช่เป็นเจ้า ของชีวิต ในตอนอธิบายท่านก็ให้ความหมายว่าเป็นผู้แสดงโลกแก่บุตร ถ้าไม่มีพ่อแม่ ลูกก็ไม่ได้เห็นโลก อันนี้ก็เป็นอุปการะในฐานะผู้มีพระคุณแล้วท่านก็ เพิ่มความหมายเชิงจริยธรรมเข้าไปอีกว่า ที่ว่าเป็นพระพรหม ก็เหมือนพรหมที่มี 4 หน้า

หน้าทั้งสี่ได้แก่ บทบาท 4 อย่างของพ่อแม่ที่เป็นไปตามคุณธรรม 4 ประการ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ถ้าพ่อแม่ไม่มีคุณธรรม 4 ประการนี้ ความเป็นพ่อแม่ก็ไม่สมบูรณ์ ไม่เป็นพระพรหมโดยสมบูรณ์ พ่อแม่จึงต้องมีคุณธรรมด้วย
การที่ท่านยกพ่อแม่ให้เป็นพรหมก็อาศัยหลักความจริง เกี่ยวกับความสัมพันธ์พื้นฐานระหว่างพ่อแม่กับลูก แล้วชี้บ่งไปยังจริยธรรม เพื่อจะให้ทำหน้าที่ของบิดามารดาที่ดี แต่ตัวชีวิตที่แท้จริง ก็เป็นชีวิตของเด็กเองนั้นแหละ จะถือว่าเป็นสิทธิของพ่อแม่ได้อย่างไร พ่อแม่เป็นแต่เพียงผู้ให้กำเนิดและคำว่าให้กำเนิด ในที่นี้ ก็หมายความว่าช่วยให้เขาได้เกิด แต่เรายอมรับว่า สัตว์ที่เกิดนั้นเป็นสัตว์มีจิตของเขา และเป็นผู้ที่มาเกิดจากภพอื่นด้วย เขาจึงเป็นเจ้าของชีวิตเขาเอง

นี่ก็เป็นเรื่องราวแง่ต่างๆ ที่เราจะต้องพิจารณาต่อไป เอาเป็นว่าในขั้นที่หนึ่ง พุทธศาสนามีหลักการว่าอย่างนี้
1. ในแง่ของหลักความจริง พุทธศาสนามองความจริงว่า อย่างนี้ๆ ชีวิตเกิดขึ้นอย่างนี้ๆ ในทางนามธรรม เริ่มแต่มีปฐมจิตคือ ปฏิสนธิวิญญาณในทางรูปธรรม เริ่มแต่เป็นกลลรูป
2. ในแง่ของกฎเกณฑ์เพื่อสนับสนุนจริยธรรมว่า สำหรับพระภิกษุ ถ้าทำลายชีวิตมนุษย์ตั้งแต่เป็นกลรูปเป็นต้นไป มีความผิดร้ายแรง ถึงขั้นขาดจากความเป็นพระภิกษุ

เป็นอันว่าได้สองแง่ อย่างที่หนึ่งในแง่ความจริง (ของธรรมชาติ) อย่างที่สองในแง่กติกา (ของสังคม) ซึ่งในกรณีนี้ก็ต้องพิจารณาว่าเราจะเอาอย่างไร สำหรับสังคมมนุษย์ในส่วนของชาวบ้านที่ไม่ไช่พระภิกษุ แต่มีหลักยืนตัวอยู่ว่า เมื่อทำอะไรก็ต้องยอมรับความจริงของสิ่งที่ทำนั้น ถ้าอะไรเป็นบาป เป็นโทษก็ต้องยอมรับว่ามันเป็น ไม่ใช่ไปหลอกตัวเอง ไม่ใช่เอาความปรารถนาของตัวเป็นตัวกำหนด ต้องแยกส่วนแยกตอนให้ถูก

ในเรื่องจริยธรรมนี้คนทั่วไปมักจะยุ่ง และสับสนกัน เพราะจริยธรรมบางประเภทเป็นจริยธรรมแบบเทวบัญชา คือเป็นคำสั่งมาจากสวรรค์ อะไรจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ท่านจะสั่งว่าอย่างไร การกระทำใดจะเป็นความผิดหรือไม่เป็นความผิดก็อยู่ที่ว่าท่านจะบัญญัติให้เป็นอย่างไร แต่ในพระพุทธศาสนาถือว่าอะไร จะเป็นอย่างไรก็อยู่ที่ตัวความจริงต่างหาก ตัวความจริงที่เป็นอยู่ตามธรรมชาติของมัน ไม่ขึ้นต่อคำสั่งบังคับของใคร เมื่อความจริงนั้นเป็นอย่างไร เราก็มาพูดกันถึง ตัวความจริงนั้นขั้นหนึ่งก่อน ต่อจากนั้นก็มาตกลงกันว่า สำหรับการกระทำของมนุษย์เราจะเอาอย่างไร โดยอิงอาศัยความจริงนั้นในการตัดสินใจ แล้วก็รับผิดชอบต่อความจริงนั้น ถ้ามันเป็นโทษเป็นความผิดก็ต้องยอมรับ

ทีนี้ข้อพิจารณาต่อไป ซึ่งจะเป็นประโยชน์มากสำหรับประกอบการตัดสินใจ ในขั้นกระทำการก็คือ หลักวินิจฉัยความจริงที่ว่า การกระทำใดมีโทษมากหรือโทษน้อย บาปมากหรือบาปน้อย เช่นการฆ่าสัตว์ เป็นคำพูดกลางๆ มีความหมายรวมถึง การฆ่ามนุษย์ด้วยแล้วก็มีข้อพิจารณาต่อไปว่าฆ่าสัตว์ใดและอย่างไร มีโทษมากหรือโทษน้อยท่านมีหลักให้พิจารณาโดยแยกออกไปว่า

1. ดูที่สัตว์นั้นเองว่า มีคุณมากหรือคุณน้อย มีโทษมากหรือโทษน้อย ถ้าสัตว์นั้นมีคุณความดีมาก เช่น บิดา มารดา เมื่อฆ่าก็บาปมากมีโทษมาก ผู้ใดมีคุณประโยชน์ต่อสังคมมาก มีคุณธรรมมา เราไปฆ่าก็บาปมาก ถ้าฆ่ามนุษย์ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีศักยภาพในการทำความดีมาก ก็เป็นบาปมากกว่าฆ่าสัตว์ดิรัจฉาน ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีศักยภาพ ในการทำความดีงามได้น้อย หรือเป็นสัตว์ที่มีโทษ การฆ่าก็เป็นบาปน้อย แต่ไม่ว่าในกรณีใดก็คือการทำลายชีวิตทั้งนั้น อันนี้ต้องยอมรับความจริง เป็นการยอมรับขั้นหนึ่งว่ามีการฆ่า แต่แยกได้ในแง่ที่ว่า มันเป็นบาปมากหรือบาปน้อย

2. ดูที่เจตนาของผู้กระทำว่า ทำด้วยเจตนาหรือความรู้สึกอย่างไร ถ้าทำด้วยกิเลสแรง มีความรู้สึกเกลียดชัง เคียดแค้น มุ่งร้าย มุ่งจะทำลาย กลั่นแกล้งรังแก ข่มเหง เบียดเบียน อย่างนี้ถือว่า เป็นบาปมากมีโทษมาก แต่ถ้ามีเจตนาไม่รุนแรง หรือมีเจตนาในทางที่ดี ก็มีโทษน้อย เช่นในกรณีของคนที่ป้องกันตัว เป็นต้น ซึ่งไม่ได้มีเจตนามุ่งร้ายทำลายใคร ไม่ได้ทำด้วยเจตนาที่จะเบียดเบียนคนอื่น

3. ดูที่ความเพียรพยายาม ถ้ามีการตระเตรียมการ มีการวางแผนอย่างเอาจริงเอาจัง ทำด้วยความหมายมั่นอย่างรุนแรง จองล้างจองผลาญเต็มที่ ไม่ยอมหยุดไม่ยอมเลิกรา ก็ปาบมาก แต่ถ้าทำด้วยอารมณ์วูบ แม้จะมีกิเลส เช่น โกรธรุนแรง ก็บาปเบากว่า
นอกจากนี้ ในกรณีของสัตว์เดรัจฉาน โดยทั่วไปยังบาปน้อยบาปมาก ต่างกันตามขนาดร่างกายของสัตว์นั้นๆ ด้วย เพราะฆ่าสัตว์ใหญ่ การลงมือหรือการกระทำก็ใหญ่ แรงกระทบต่อจิตก็มาก ฆ่าสัตว์เล็ก การลงมือหรือการกระทำก็เล็กน้อย แรงกระทบต่อจิตหรือความไหวของจิตก็น้อย

นี่เป็นหลักการตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นตัวอย่างของเกณฑ์ ที่จะใช้ในการวินิจฉัย ตกลงว่าหลักใหญ่ก็มี
1. ความจริง
2. การตัดสินใจ
พูดอีกอย่างหนึ่งว่า หนึ่ง ความจริงที่พึงรู้ สอง กรรมหรือกิจที่พึงตัดสินใจกระทำ สองอย่างนี้สัมพันธ์กัน เพราะข้อสองต้องอาศัยข้อหนึ่ง
พูดไปพูดมา นี่ก็บ่ายโมงแล้ว ถ้าไม่มีอะไร ก็จะให้เป็นเวลาของการซักถามข้อสงสัยต่อไป


ถาม - ตอบ


ถาม - คำว่า คันธัพพะ เป็นอันเดียวกับปฐมวิญญาณหรือไม่
ตอบ - เวลาพูดถึงคันธัพพะ จะไม่ถูดถึงปฐมจิต เพราะเป็นการพูดถึงสัตว์ทั้งตัวที่มีปฐมจิตรวมอยู่ด้วยแล้ว ฉะนั้นคันธัพพะจึงเป็นคำที่ครอบคลุม พูดอีกอย่างหนึ่งว่า คันธัพพะ เป็นคำพูดตามสำนวนพระสูตร ที่ใช้คำพูดตามภาษาสามัญ เรียกคนทั้งตัว แทนที่จะพูดถึงจิตที่เป็นสภาวะแบบอภิธรรม

ถาม - ในการผสมเทียมในหลอดแก้ว ใช้ไข่ทีละหลายใบประมาณ 50 ฟอง ซึ่งได้จากการใช้ยาฮอร์โมน กระตุ้นให้มีการตกไข่ทีละหลายๆ ฟองผสมกับเชื้อในหลอดแก้ว แล้วเก็บในตู้อบ ซึ่งมีการควบคุมปัจจัยต่างๆ ให้ใกล้เคียงกับ สภาพในมดลูกตามธรรมชาติ หลังจากนั้น 18 ชั่วโมง จะมีการรวมตัวกันของไข่และเชื้ออสุจิเป็นเซลล์เดียว มี 2 นิวเคลียส จากพ่อหนึ่ง และจากแม่หนึ่ง ซึ่งจะรวมเป็นนิวเคลียสเดียว ในเวลา 22-24 ชั่วโมง แล้วจะแบ่งเป็น 2, 4, 8, 16, 32 เซลล์ต่อไป ในเวลา 4-6 วัน ถ้าเป็นธรรมชาติจะมีการเคลื่อนตัวของตัวอ่อนนี้ มาที่มดลูกและมีการฝังตัวที่ผนังมดลูกในวันที่ 7 อยากจะถามว่า ตอนไหนที่เป็นการเริ่มต้นของชีวิต คือช่วง 18 ชั่วโมง เมื่อเซลล์ของพ่อและแม่รวมกัน หรือตอน 22-24 ชั่วโมง เมื่อนิวเคลียสจากเซลล์ของพ่อและแม่รวมกันเป็น one-cell zygote ตอนนี้หรือเปล่าที่ปฏิสนธิวิญญาณเข้ามาร่วมด้วย

ตอบ - จุดนี้ท่านพูดไว้เพียงเท่าที่อาตมาเอามาเล่าข้างต้นนี้และเราก็มีสิทธิ ที่จะมาวิพากษ์วิจารณ์กัน อาตมาไม่ใช่ผู้ตัดสินแน่นอน เราเอาหลักมาพูดกันว่า ปฐมจิตนั้นเอาตามที่ท่านว่า ชื่อว่า มนุสฺสวิคฺคหํ และอธิบายต่อไปว่า ปฐมจิตนั้นพร้อมด้วยอรูปขันธ์ทั้ง 3 ที่ประกอบพร้อมกับปฐมจิตนั้น กับทั้งกลลรูปที่เกิดพร้อมกับปฐมจิต ท่านไม่ได้บอกละเอียดชี้เฉพาะลงไป ว่าจุดเริ่มกลลรูปนั้นอยู่ตรงไหน ท่านเพียงแต่ให้ทราบแบบคำพูดสามัญว่า องค์ประกอบฝ่ายบิดากับองค์ประกอบฝ่ายมารดาผนวกเข้ากัน ไม่ได้บอกชัดเจนแบบวิชาการคงเป็นเรื่องที่เราจะต้องศึกษาวิเคราะห์กันอีกที

ถาม - คือที่พบนี่เพราะว่า เวลาแพทย์จะต้องทำการต่อตัวอ่อน เช่น ระยะที่เป็น 4 เซลล์ แล้วตัวอ่อนนั้นมีคุณภาพไม่ดีพอ ที่จะใส่เข้าไปในโพรงมดลูกเราก็จะทิ้งไป ถ้าถือว่าตัวอ่อน 4 เซลล์เป็นมนุษย์แล้ว ก็เท่ากับเป็นปาณาติบาต หรือเอาตัวอ่อนนั้นมาทำการศึกษาวิจัยแล้ว ตัวอ่อนตายไปจากการทดลอง (ก็เช่นกัน)
ตอบ - การชี้ชัดนี้ คงต้องช่วยกัน เพราะท่านให้หลัก ไว้เป็นกลางๆ คือ บอกว่า องค์ประกอบ 3 อย่าง ประชุมพร้อม มารดามีอุตุฝ่ายมารดากับฝ่ายบรรจบกัน แล้วก็มีคันธัพพะเข้าไปตั้งหมายความว่า คันธัพพะก็อาศัยการบรรจบกันขององค์ประกอบฝ่ายมารดา กับฝ่ายบิดานั่นแหละ จึงเข้าไปตั้งเข้าไปอยู่ เมื่อมองดูตามตัวอักษรล้วนๆ ก็มีแต่ว่าองค์ ฝ่ายบิดากับองค์ฝ่ายมารดาผนวกกัน องค์ 2 นั้น ผนวกกันเมื่อไร คันธัพพะก็เข้าไปตั้ง ไม่น่าจะต้องรอการไปฝังตัวที่ผนังมดลูก

ถาม - ในกรณีที่เราใช้ไข่ประมาณ 20 ฟอง แล้วเอาเชื้อผู้ชายแสนตัวเข้าไปผสมกัน สมมุติว่า 10 ฟองมีการผสมกัน ส่วนอีก 10 ฟอง ไม่มีการปฏิสนธิ นั่นหมายความว่า ปฏิสนธิวิญญาณมีจำนวนจำกัด จะอธิบายในแง่ของเรื่องกรรม หรือจำนวนจำกัดของปฏิสนธิวิญญาณอย่างไร อะไรทำให้มีการปฏิสนธิหรือไม่อย่างไร
ตอบ - เหตุอย่างหนึ่งน่าจะเป็นด้านพืชนิยาม แต่ก็มีเหตุปัจจัยอื่นด้วย ซึ่งควรพิจารณาตามกฎธรรมชาติ ที่ทางพระได้แยกไว้เป็น 5 นิยาม คือ
1. อุตุนิยาม กฎเกณฑ์ฝ่ายสภาพแวดล้อมทางด้านกายภาพ ซึ่งเป็น physical law
2. พืชนิยาม กฎเกณฑ์ ฝ่ายตัวพืช พืชพันธุ์เป็นอย่างไรมีความสมบูรณ์ หรือไม่สมบูรณ์ เป็นต้น เป็นตัวที่มีคุณสมบัติ พร้อมหรือเปล่า
3. จิตตนิยาม กฎเกณฑ์ฝ่ายการทำงานของจิต
4. กรรมนิยาม กฎเกณฑ์ฝ่ายการกระทำ อันเนื่องจากเจตน์จำนงของมนุษย์ ที่เรียกว่า กรรม
5. ธรรมนิยาม กฎทั่วไปแห่งเหตุและผล

ทีนี้เราก็มาดูในด้านที่หนึ่งว่า ถ้าอุตุคือสภาพแวดล้อมไม่อำนวยก็เกิดไม่ได้ สภาพแวดล้อมต้องเอื้อด้วย เช่นอุณหภูมิเป็นต้น ถ้าข้อนี้ไม่ได้ ก็เกิดไม่ได้
ต่อไปนี้ด้านพืชนิยามคือฝ่ายพืชอาจมีเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ฝ่ายตัวเชื้อ (sperm) มีคุณสมบัติพอไหม แข็งแรงพอไหม มีปัญหาบกพร่องอะไรหรือเปล่า นี่ก็อาจเป็นตัวประกอบได้อย่างหนึ่ง ต่อไปจึงเข้าสู่องค์ประกอบฝ่ายจิต

ถาม - คือ ผมสงสัยว่า ตัวสเปอร์มก็เหมือนๆ กันใส่เข้าไปแสนตัว ไข่ น้ำเลี้ยงตัวอ่อน สภาพแวดล้อมก็เหมือนกันหมด ดูเหมือนว่าเราควบคุมทุกอย่างให้ใกล้เคียงกัน จะเป็นไปได้ไหมว่า ไม่มีวิญญาณส่งมา
ตอบ - ในแง่นี้คงพูดยาก เพราะว่าในแง่พืชนิยาม ก็ยังไม่ชัดเจนพอ นิยามอื่นๆ ก็ยังไม่ได้พิจารณา ยังไม่สามารถตัดสินองค์ประกอบเหล่านี้ทั้งหมด ปัจจัยฝ่ายอุตุนิยาม ฝ่ายพีชนิยาม ฝ่ายจิตนิยาม จะต้องพร้อมด้วยกันทั้งนั้น อันนี้เราจะต้องวิเคราะห์ออกมาให้ชัดเจนทุกอย่าง จึงเป็นเพียงเรื่องที่จะต้องศึกษาต่อไป ตอนนี้คงพูดได้แต่ว่า มีความเป็นไปได้อย่างนั้น

ถาม - ปฏิสนธิวิญญาณนี่มีเป็นคำภาษาอังกฤษว่าอย่างไร
ตอบ - ภาษาอังกฤษบางทีใช้คำว่า relinking consciousness อันนี้ ยังไม่ถึงกับเป็นที่ยอมรับกันทั่วไป relinking ก็คือเข้าไปเชื่อมใหม่ แปลตรงตามภาษาบาลีทีเดียวเลย คือภาษาบาลี สนธิแปลว่า ต่อ ปฏิ แปลว่า ใหม่ หรืออีกครั้งหนึ่ง หมายความว่า ท่านถือเป็นเรื่องของการเกิดดับของจิตที่เป็นไปอยู่เรื่อยๆ ตามธรรมดาจะมีพิเศษก็เพียงว่าตอนนี้เป็นเหตุการณ์ที่มีการเชื่อมต่อเข้ากับภพใหม่ แต่คามจริงจิตก็เกิดดับตลอดเวลาเป็นเรื่องธรรมดา คือ ตัวศัพท์ไม่มีคำว่าเกิด แปลตรงตามศัพท์ก็แค่ว่าเชื่อมใหม่ ภาษาอังกฤษจึงใช้คำว่า relinking เลยแปลว่า relinking consciousness แต่หนังสือบางเล่มก็ใช้คำง่ายๆ ให้เข้ากับความเข้าใจสามัญว่า rebirthconsciousness


ถาม - ในกรณีที่ตัวอ่อนที่เราเลี้ยงไว้ มีบางตัวตายไป หรือเอาไปใส่ในโพรงมดลูก ไม่สามารถฝังตัวแล้วเสียชีวิตไป จะอธิบายในแง่ว่า ตัวอ่อนนั้นตายเพราะสิ้นกรรมได้หรือไม่
ตอบ - ถ้ามองอย่างกว้างๆ การที่จะตายนั้นตายได้ตลอดทุกระยะ หมายความว่า ตั้งแต่ปฏิสนธิเป็นตัวมาแล้ว มันมีโอกาสที่จะตายได้เสมอ ไม่เฉพาะแต่เมื่ออยู่ในครรภ์มารดา ถึงแม้คลอดออกมาแล้วจนแก่เฒ่า ก็ตายได้ทุกเวลา ตัวอ่อนก็เป็นขั้นก่อนหน้าของเด็กอ่อน และอยู่ในระยะที่น่าจะอ่อนแอทางด้านกายภาพ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องธรรมดา ที่ว่าจะมีการตายได้ แต่ข้อสำคัญก็คือว่าปัจจัยส่วนไหนที่ทำให้เกิดการตาย เพราะว่าบางทีเขายังไม่สมควรตายก็ตาย เหมือนอย่างคนเราที่โตๆ แล้วนี่แหละ บางทีก็ตายเมื่อยังไม่ถึงเวลาที่สมควร ในกรณีอย่างนั้น ถือว่าตายเพราะกรรมเข้าไปตัดรอน ท่านเรียกว่า อกาลมรณะ แต่ถ้าตายเมื่อถึงเวลาอันควรอาจเป็นเพราะสิ้นบุญ หรือเพราะสิ้นอายุ ท่านเรียกว่า กาลมรณะ

ถาม - การคุมกำเนิดในปัจจุบันมีหลายวิธี มีทั้งยากินยาฉีด แล้วยังมีการใช้ห่วงอนามัยใส่เข้าไปโพรงมดลูก เพื่อเป็นกลไกทำให้ไม่เกิดการตั้งครรภ์ ไม่ให้ตัวอ่อนฝังตัว ถ้าเราคิดว่าตัวอ่อนนั้นมีชีวิตแล้ว การที่แพทย์ขัดขวางไม่ให้ตัวอ่อนฝังตัวได้ จนตัวอ่อนต้องตายไป จะเป็นปาณาติบาตหรือไม่
ตอบ - อันนี้ก็จะมีปัญหาได้เหมือนกัน เพราะว่าถ้ามีการประชุมขององค์ประกอบทั้งสามแล้วก็ถือว่า ชีวิตมนุษย์เริ่มต้นแล้ว การขัดขวางไม่ให้ที่อาศัย ก็เป็นการไปพรากหรือทำลายปัจจัยฝ่ายอุตุนิยาม ทั้งที่ปัจจัยฝ่ายพีชนิยาม แต่ฝ่ายจิตตนิยามก็พร้อมแล้ว เมื่อไม่ยอมให้มีปัจจัยฝ่ายอุตุนิยามมาช่วย ก็เลย ทำให้ชีวิตสืบต่อไม่ได้ ถ้าทำให้ชีวิตนั้นสืบต่อไปไม่ได้ด้วยเจตนา ก็ย่อมเป็นปาณาติบาต

ถาม - เกี่ยวกับเรื่องกรรม จากพจนานุกรมของท่านอาจารย์ กรรม คือการกระทำ ที่ประกอบด้วยเจตนาหรือความตั้งใจ ถ้าการกระทำนั้นไม่ประกอบด้วยเจตนาหรือตั้งใจ เช่น ขับรถไป หมาวิ่งตัดหน้ารถ ระชนหมาๆ สิ้นชีวิต หรือว่าขับรถไปมืดมาก มีคนข้ามถนนหรือขี่จักรยานมาแล้วไม่เปิดไฟท้ายรถ เราชนเขาตาย ถ้าจิตของเราขณะนั้นนิ่งมาก คือไม่มีจิตเศร้าหมอง การกระทำถือว่าไม่เป็นกรรมเมื่อไม่มีกรรม ก็ไม่มีคนรับกรรม กรุณาอธิบาย

ตอบ - กรรมก็มีความละเอียดเหมือนกัน เราต้อยอมรับก่อนว่าจิตของเรามีความละเอียดมาก ความละเอียดอ่อนนี้บางครั้ง แม้แต่ตนเองก็ไม่รู้สึกเราพูดแบบกว้างๆ ก่อนว่าในกรณีนั้นถือว่าไม่มีเจตนา ก็ไม่เป็นกรรมที่ชัดเจนออกมา เหมือนกับเราเดินไปเดินมาทำธุระ ก็มีการเหยียบสัตว์เล็กสัตว์น้อยตายไปบ้างโดยไม่ได้เจตนา แต่ยังมีกรรมอีกชนิด ท่านเรียกว่า กตัตตากรรม แปลว่า กรรมสักว่าทำ คือ ความจริงมันมีเจตนาอยู่ แต่เจตนามันอ่อน ไม่ใช่เจตนาโดยตรงอย่างนั้น แต่เป็นเรื่องของจิตที่ยังมีความประมาทอยู่ ความประมาทนี้ถือว่า เป็นเจตนาเหมือนกัน

ยกตัวอย่างง่ายๆ เราขุดบ่อน้ำหนึ่งไว้หลังบ้านของเรา ซึ่งเป็นสิทธิของเรา เป็นบ้านของเรา แต่บ่อน้ำนั้นเปิดโล่ง อาจจะมีคนมาตกตายได้ เรามีความรู้อยู่เข้าใจอยู่ และเรานึกถึงอยู่ด้วยว่า เอนี่! คนอาจจะมาตกตายได้ เราควรจะได้เอาอะไรมาป้องกัน ทำรั้วกั้นหรืออย่างน้อยทำสัญญาณอะไรไว้ แต่เราก็เรื่อยเปื่อยไม่ได้ทำ แล้วเกิดมีคนมาตกตายจริงๆ อย่างนี้ถือว่าพ้นกรรมไหม อย่างนี้ถือว่าไม่ผิดศีล เพราะไม่มีเจตนาจะฆ่าเขา และก็ไม่เป็นกรรมชนิดเด่นชัดแต่ก็ยังไม่พ้นกรรมโดยสิ้นเชิง แม้เจตนาที่จะฆ่านั้นไม่มี แต่มันมีเจตนาที่เรียกว่า ความประมาทผสมอยู่ ที่ว่ารู้อยู่ว่าสิ่งนี้อาจจะเกิดขึ้นได้ แล้วก็ปล่อยไว้ละเลยไว้ (คล้ายเจตนาปล่อยให้ตาย หรือเจตนาเอื้อโอกาสให้มีการตาย) ตัวความประมาทนี้จึงทำให้ยังไม่พ้นกรรม

แต่ในกรณีที่เราได้พยายามทำของเราอย่างดีเต็มที่แล้ว เท่าที่วิสัยแห่งสติปัญญาของเราจะทำได้ เราก็พูดได้ว่าไม่เป็นกรรม หรือกรรมนั้นแทบจะไม่มีหรือมีน้อยเหลือเกิน ฉะนั้น ให้เบาใจได้ คือไม่ต้องไปห่วงกังวล ถ้าไปห่วงกังวลก็จะเป็นกรรมอีก เพราะคิดวุ่น ด้วยความห่วงกังวลหวาดกลัว ทำให้จิตใจเศร้างหมอง เราก็สร้างกรรมด้วยการคิดปรุงแต่งจิตอีก

ที่พูดว่ากรรมนั้นแทบจะไม่มีหรือมีน้อยเหลือเกิน ทั้งที่เราพยายามทำของเราให้ดีแล้วนั้น ก็เพราะจิตนี้มีความละเอียดมาก อย่างที่พูดมาแล้ว ความประมาทก็คือความขาดสติ ยิ่งจิตละเอียดมาก มีสติไวพร้อมอยู่ ก็ยิ่งตัดความพลาดพลั้งจากความประมาทไปได้มากยิ่งขึ้น จนเมื่อสติพร้อมไวครองใจอยู่ตลอดเวลาเป็นปกติ จึงจะพ้นความประมาทได้จริง ดังนั้น เมื่อพูดกันในระดับสมบูรณ์คนทั่วไปซึ่งจิตยังมีความวุ่นอยู่มากบ้างน้อยบ้าง สติยังพร่องต่างๆ กันจึงยังมีช่องให้เกิดความพลาดพลั้งจากความประมาท หรือขาดสติไม่อย่างหยาบก็อย่างละเอียด และจึงพูดไว้ข้างต้นว่า กรรมแทบไม่มีหรือมีน้อยเหลือเกินอาจจะยังไม่พ้นเป็นกรรมโดยสิ้นเชิง

เอาเป็นว่า ในกรณีอย่างนี้ เราต้องรู้ตระหนักในหลักความจริงไว้ว่า เอาสำหรับตัวเราเองมีความมั่นใจชัดเจนว่า เราตั้งใจดี ไม่ได้ตั้งใจร้าย ไม่ได้คิดร้ายแต่ในเมื่อเรายังมีสติไม่สมบูรณ์ทีเดียว ถ้าเราจะมีความประมาทหลงเหลืออยู่บ้างในกรณีนั้น ก็เอามาใช้เป็นปัจจัยในการพัฒนาตนต่อไป สำหรับเรื่องในระดับลึกละเอียดอย่างนี้เราก็ต้องไม่มองข้ามเหมือนกัน ถ้าเราไปตัดปล่อยวางใจเสียว่าเราพ้นแล้ว ก็จะไม่เอาใจใส่ แล้วเราก็จะไม่พัฒนาตัวเองต่อไป แต่ถ้าเราเผื่อใจไว้สำรวจมองดูว่า เราอาจจะยังมีความประมาทอยู่บ้างในกรณีนั้นๆ เราอาจจะยังมีข้อบกพร่อง ตามประสาปุถุชน แล้วเราตั้งใจสำรวจระวังต่อไป เกิดเจตนาที่เป็นกุศล พอเราตั้งใจเป็นกุศลว่า จะพยายามระมัดระวังไม่ประมาทฝึกฝนตนต่อไป ก็เกิดกุศลกรรมเป็นกรรมดีขึ้นมา เป็นทางของการพัฒนาต่อไป

รวมความในเรื่องนี้ว่า จุดสำคัญจะต้องวางใจให้ถูกต้อง เมื่อมองกว้างออกไป โลกมนุษย์ก็เป็นอย่างนี้ เป็นโลกแห่งกรรมดี และกรรมร้ายคลุกเคล้ากันไป ถ้าเราตั้งใจทำความดี ไม่มีเจตนาทำกรรมชั่ว ไม่คิดเบียดเบียนทำร้ายใครในระดับทั่วๆ ไป ก็ควรพอใจไปขั้นหนึ่งแล้ว แต่ถ้าเราพอใจเสร็จไปเสียเลย เอาแค่นั้นก็จะทำให้ไม่ได้ฝึกฝนพัฒนาตนเองต่อไป (กลายเป็นความประมาทอย่างหนึ่ง) ดังนั้น ในการที่เกิดเหตุการณ์อย่างนี้แล้ว การปฏิบัติถูกต้อง คือ อย่าไปมัวครุ่นคิดห่วงกังวล มัวเศร้าหมองอยู่ไม่รู้จักจบ ก็จะกลายเป็นอกุศลกรรมมากขึ้นด้วย แล้วก็เลยไม่ได้ทำกุศลด้วย ทางที่ถูก เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว ต้องหันกลับมาตั้งใจทำกุศลให้เพิ่มจนมากกว่าอกุศล อย่างน้อยก็เอาเหตุการณ์มาเป็นเครื่องเตือนตนให้ตั้งใจระมัดระวังฝึกฝนตน และทำความดีอื่นๆ ต่อไป ให้กลายเป็นความคิดในทางกุศลเป็นกรรมดี ซึ่งเป็นส่วนของการพัฒนาตนยิ่งขึ้นไป ถ้าทำได้อย่างนี้ กรรมดีหรือกุศลที่เกิดขึ้นยังจะมากกว่าอกุศลกรรมที่มีเพียงเส้นฝอย และเราก็จะพัฒนายิ่งขึ้นต่อไปด้วย


ถาม - ในทางการแพทย์ เรื่องการทำแท้งนี่ เป็นที่ยอมรับกันถ้าทำเพื่อความปลอดภัยของมารดา คือ มารดาตกอยู่ในอันตรายและพิจารณาแล้วเห็นว่า ต้องทำแท้ง ก็เป็นที่ยอมรับกันสำหรับการทำแท้งนั้นว่าเป็นการทำลายชีวิตมนุษย์ แต่กฎเกณฑ์ของสังคมหรือกฎเกณฑ์ทางจริยธรรมถือว่าควรทำ แต่ผู้ทำก็ต้องยอมรับผลของกรรมที่จะเกิดขึ้น เช่นเดียวกับทหาร ในการต่อสู้กับข้าศึกเพื่อป้องกันประเทศนั้น ก็ต้องมีการฆ่ากันทั้งที่ไม่มีเหตุผลเป็นการส่วนตัว ในกรณีอย่างนี้ในแง่ของศีลธรรมหรือจริยธรรมจะมีข้อคิดเห็นอย่างไร

ตอบ - ในกรณีนี้ก็เหมือนกับเป็นทางเลือกว่า เมื่อจะต้องเสียทั้งสองอย่างเอาอย่างนี้ก็เสีย เอาอย่างนั้นก็เสีย แล้วจะเลือกเอาเสียอย่างไหน ตามหลักสามัญก็ต้องว่า เลือกเอาอย่างที่เสียน้อยกว่า เช่น ระหว่างแม่กับลูก ถ้าหากว่าเอาลูกไว้แม่ก็ตาย หรือถ้าเอาแม่ไว้ลูกก็ตาย นี่ก็เป็นเรื่องของทางเลือกในทางจริยธรรมก็มีคำสอนว่า เพื่อประโยชน์สุขที่มีคุณค่ายิ่งใหญ่กว่า พึงสละประโยชน์สุขที่มีคุณค่าน้อยกว่า อะไรทำนองนี้ คือ หลักประโยชน์มากประโยชน์น้อยเป็นกรณี ของทางเลือกที่ต้องตัดสินใจ

แต่ไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม ต้องยอมรับความจริงของการเสีย แม้แต่เล็กน้อยที่เกิดขึ้น การที่เรายอมรับความจริงจะทำให้มีความรับผิดชอบอยู่ แล้วจะทำด้วยความระมัดระวัง ไม่มักง่าย ไม่ปล่อยปละละเลย ไม่ทำแบบสบายใจ และจะทำให้มีการคิดเพียรพยายามหาทางปรับปรุงแก้ไข ทำให้ได้ผลดียิ่งขึ้น จนกระทั่งได้ทั้งสองอย่าง ไม่ต้องเลือกเอาอย่างหนึ่งเสียอย่างหนึ่ง นี่คือหนทางของการพัฒนามนุษย์ต่อไป แต่ในทางตรงกันข้ามถ้าเราไม่ถือว่าสิ่งนี้มีชีวิต หรือไม่เห็นว่าเรื่องนี้มีความสำคัญ ก็จะคิดว่า เออ ทำไปเถอะ เราไม่ต้องรับผิดชอบ ไม่ต้องไปใส่ใจ ทำอย่างไรก็ได้ อันนี้ก็จะทำให้เกิดปัญหายิ่งขึ้น เป็นทางเสื่อมของมวลมนุษย์ต่อไป

ฉะนั้น ท่านยอมให้รับความจริงเสียก่อน ทีนี้เราก็มาตัดสินใจ ในแง่ของการกระทำ แล้วก็ยอมรับผิดชอบต่อการกระทำของเราด้วย แต่เรามีเหตุผลในการทำอย่างดีที่สุดของเราแล้ว เมื่อเราตัดสินใจ ด้วยความมีเหตุผลอย่างดีที่สุด เราก็จะมีความอุ่นใจของเรา พร้อมทั้งเผื่อใจไว้สำหรับการที่จะทำให้ดียิ่งขึ้นต่อไปอีก อย่างนี้จะเป็นความดีทั้งแกชีวิตของตนและเป็นผลดีแก่สังคม เป็นการก้าวหน้าในวิถีทางของการพัฒนามนุษย์

ชีวิตมนุษย์นั้นโดยส่วนมากทีเดียวเป็นเรื่องของการเลือกตัดสินใจว่า จะเอาทางเลือกไหน ในการที่เราเป็นอยู่นี้ เรื่องราวและสถานการณ์ต่างๆ ก็จะมาในลักษณะที่เป็นทางเลือกที่ต้องตัดสินใจสิ่งสำคัญที่สุดก็คือ ขอให้มนุษย์มีความรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเองและยอมรับความจริง เราจึงมีหลักเกณฑ์ว่าบาปมากบาปน้อย ในการกระทำอย่างหนึ่งๆ แม้แต่เจตนาของคนก็ไม่เหมือนกันแล้ว คนที่มีเจตนาไม่ใส่ใจก็บาปมากอยู่แล้ว เมื่อเขาไม่คิดพิจารณาเหตุผลทำไปตามความสบายใจไม่มีความรับผิดชอบ มันก็บาปมากขึ้น ถ้าทำด้วยความรู้สึกที่รับผิดชอบก็เป็นเจตนาที่ดีงานอยู่ในตัว

หลักวินิจฉัยแม้แต่แค่สองอย่างนี้ก็ช่วยได้มากแล้ว คือ สัตว์นั้นมีคุณมากหรือมีโทษมาก หรือว่ามีคุณมากหรือคุณน้อย แล้วก็เจตนาอย่างไร เจตนาดีหรือเจตนาร้าย เจตนาแรงหรือเจตนาเบา นี้เป็นสิ่งที่ช่วยตัดสินใจ นี่เป็นเรื่องของจริยธรรมในแง่การดำเนินชีวิตของมนุษย์ ที่ต้องตัดสินใจ ที่จะถือเอาทางเลือกใดทางเลือกหนึ่งเมื่อเรายอมรับความจริงแล้ว เราก็จึงมาถึงการวางกฎเกณฑ์กติกาของสังคมว่าจะเอาอย่างไร เพื่อให้ได้ผลทางจริยธรรมมากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ โดยยอมรับความจริงนั้น กติกานี้เราวางขึ้นโดยมีเหตุผลของเราอย่างนี้ ว่าเรามองเห็นส่วนที่เป็นประโยชน์มากกว่าเป็นโทษอย่างไรบ้าง

กติกาสังคมแบบนี้ พอเรามีความจริงเป็นฐาน และวางไว้เพื่อค้ำชูจริยธรรมให้ได้ผลดีที่สุด แล้วเราก็ยุติกันได้ในขั้นหนึ่ง โดยเผื่อใจไว้สำหรับการพัฒนามนุษย์ต่อไป เพราะมนุษย์รุ่นหลังต่อไป อาจจะมีสติปัญญาและได้รับประสบการณ์ที่ถ่ายทอดต่อกันไปนี้จนสุกงอมมากขึ้น อาจจะมองเห็นเหตุผลและทางออกได้ดีกว่าเรา เขาจะได้เปลี่ยนแปลง ปรับปรุงกฎเกณฑ์นั้นต่อไป กติกาสังคมนี่มันเปลี่ยนแปลงไปได้ แต่อย่างที่ว่าแล้วต้องตั้งอยู่บนฐานของการยอมรับความจริง และทำด้วยความรับผิดชอบจริงๆ เพื่อผลที่ดีที่สุดในทางจริยธรรม ทำด้วยความไม่ประมาท ไม่ทำไปแบบเอาง่ายๆ ลากเข้าหาตัวสะดวกตัวเข้าว่า

ขอย้ำว่า กฎเกณฑ์กติกาของสังคมไม่ใช่จริยธรรม แต่มันเป็นบัญญัติธรรม เรามักติดกับความคิดของตะวันตก จนแยกสองอย่างนี้ไม่ออกกติกาหรือบัญญัติธรรมนั้นสังคมวางกันขึ้น เพื่อให้ได้ผลดีทางจริยธรรมหรือเพื่อให้มนุษย์เข้าถึงจริยธรรมได้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้ ทำให้เกิดความดีงามแก่ชีวิตและสังคมให้มากที่สุด และกฎกติกาหรือบัญญัติธรรมนั้นๆ ก็ทำให้เข้าถึงหรือเข้าใกล้จริยธรรม ได้มากบ้างน้อยบ้าง และเป็นเรื่องที่เราจะพิจารณาปรับปรุงพัฒนากันต่อไป เพื่อเข้าสู่จุดหมายคือ ให้จริยธรรมมีอยู่และสืบต่อไปในสังคมมนุษย์

ถาม - การทำแท้งอาจตัดสินใจทำด้วยเหตุผลต่างๆ บางทีก็ไม่ใช่ทำเพื่อแม่ แต่เห็นว่าในรายนั้น ถ้าเด็กเกิดมาจะพิการ หลายท่านก็เห็นว่า ควรทำแท้งเสียเป็นการช่วยเด็ก ไม่ให้ต้องมีชีวิตที่ทนทุกข์ทรมาน กรณีอย่างนี้ บางทีตัดสินใจยาก จะมีหลักในการพิจารณาอย่างไร ?

ตอบ - เรื่องนี้ คงไม่มีคำตอบที่เด็ดขาดลงไปแง่เดียว ตอนแรกเรายอมรับความจริงก่อนแล้วว่า การกระทำนี้เป็นปาณาติบาต แต่การตัดสินใจในแต่ละกรณี อาจจะเป็นเรื่องที่ซับซ้อน และคาดหมายผลยากมาก จึงเป็นเรื่องที่ยากจริงๆ อย่างไรก็ตาม ตอนแรกก็คงพูดเป็นแนวทางได้ว่า เรื่องนี้จะต้องมองให้กว้างมองให้ไกล และมองหลายแง่หลายมุม

ที่จะพูดต่อไปนี้ คงเป็นเพียงแง่คิดสำหรับประกอบการตัดสินใจเท่านั้น ไม่ใช่เป็นการตัดสินใจโดยตรง เวลาเราพิจารณาที่จะตัดสินใจเรื่องอย่างนี้ เรามักให้เหตุผลที่แสดงว่าเรามีความปรารถนาดี ทั้งต่อตัวเด็กและแก่สังคม เช่น เราพูดว่า เราตัดสินใจทำลายเด็กเสีย
1. เพื่อประโยชน์แก่ตัวเด็กเอง จะไม่ต้องมีชีวิตที่ทนทุกข์ทรมาน ไปอีกยาวนาน
2. เพื่อประโยชน์แก่สังคม เด็กจะได้ไม่ต้องเป็นภาระแก่สังคม ที่จะต้องคอยโอบอุ้ม หรือเป็นเครื่องถ่วงสังคม

เหตุผลนี้ มองดูก็เป็นความจริงที่เห็นได้ชัดเจน แต่ถึงอย่างนั้น มันก็เป็นการมองด้านเดียว จากแง่มุมของเรา โดยเอาตัวเราเป็นเกณฑ์วัด ทีนี้ลองมองในแง่มุมอื่น เพื่อเป็นแง่คิดอีกด้านหนึ่ง ที่จะช่วยให้การมองทั่วรอบครอบทุกด้าน หรือหลายด้านมากขึ้น
มองในแง่ของเด็ก หรือตัวผู้ถูกกระทำ มีหลักธรรมดาว่า สัตว์ทุกตนรักชีวิต และรักสุขเกลียดทุกข์ ถ้าเป็นไปได้ทุกคนอยากมีชีวิตที่สมบูรณ์ มีร่างกายที่สมประกอบ แต่เมื่อไม่ได้อย่างนั้น แม้จะเป็นคนพิกลพิการ จะโดยกำเนิด หรือด้วยเหตุบางอย่างหลังจากเกิดแล้วก็ตาม จะเห็นว่าคนตาบอด หูหนวก มือเท้ากุด ขาลีบ อย่างไรก็ตาม ก็ล้วนอยากมีชีวิตอยู่กันทั้งนั้นน้อยนักที่อยากตาย คนที่อยากตายโดยมากเกิดจากปัญหาจิตใจมากกว่า ดังจะเห็นว่า คนที่คิดฆ่าตัวตาย ส่วนมากเป็นคนที่มีร่างกายครบถ้วนเป็นปกติ แต่จิตใจตกอยู่ในสภาพวิปริตแปรปรวนผิดหวังเห็นชีวิตไม่มีความหมาย คนที่พิการทางกายยังคิดหวังอยากมีชีวิตอยู่ แต่คนที่ร่างกายดีจำนวนไม่น้อย กลับมีจิตใจพิการสิ้นหวังและอยากตาย

ทีนี้ มองในแง่สังคมบ้าง เรามักคิดเพียงว่าคนที่ร่างกายพิกลพิการ จะช่วยตัวเองไม่ได้ หรือทำอะไรได้น้อย เป็นภาระแก่คนอื่น เป็นเครื่องถ่วงสังคม เช่นเงินทองที่จะเอาไปใช้พัฒนาประเทศ ก็ต้องเอามาใช้ดูแลคนเหล่านี้ แต่ความจริงก็ปรากฏให้เห็นว่า คนพิการมีศักยภาพที่พัฒนาให้กลายเป็นผู้สามารถสร้างสรรค์ได้ ในสังคมที่ฉลาดรู้จักให้โอกาสและสนับสนุนก็ปรากฏว่าคนพิการ สามารถฝึกฝนพัฒนาตนให้ช่วยตัวเองได้ และทำอะไรๆ ที่เป็นประโยชน์แก่สังคมได้ โดยเฉพาะคนที่พิการด้านหนึ่ง อาจจะมีศักยภาพที่พัฒนาได้ดีพิเศษอีกด้านหนึ่ง ซึ่งทำให้คนพิการที่รู้จักฝึกฝน พัฒนาตนเองสามารถทำอะไรบางอย่างได้เก่งกว่าคนปกติทั่วไป บางทีถ้าสังคมรู้จักสนับสนุน อาจฝึกกลุ่มคนพิการให้ทำงานพิเศษบางอย่างแก่สังคม ที่คนปกติทำไม่ค่อยได้ เป็นกลุ่มผู้ชำนาญพิเศษด้านหนึ่ง

ที่น่าสังเกตยิ่งกว่านั้น คือ คนพิการไม่สมประกอบ อาจจะเป็นภาระถ่วงสังคมบ้าง แต่โดยทั่วไปจะไม่เป็นภัยอันตรายต่อสังคม ในทางตรงกันข้ามคนที่ร่างกายครบถ้วนสมบูรณ์แข็งแรงดีนี่แหละ จำนวนมากเป็นคนพิการทางจิตใจและคนพิการทางจิตเหล่านี้แหละ ที่ก่อปัญหาเป็นภัยอันตรายทำความเดือดร้อนและความเสื่อมแก่สังคมเป็นอย่างยิ่ง สังคมน่าจะให้ความสนใจแก่ปัญหาคนพิการทาจิตใจนี้ให้มาก เพราะมีจำนวนมาก และเป็นภัยอย่างยิ่ง สังคมที่พินาศไปแล้ว และจะพินาศต่อไป ไม่ใช่เป็นเพราะคนพิการทางกาย แต่เป็นเพราะคนที่พิการทางจิต

บางทีบางคนก็รู้สึกเกะกะขวางหูขวางตาหรือไม่สบายตา เมื่อเห็นคนร่างกายไม่สมประกอบ และไม่อยากให้สังคมมีภาพที่ไม่น่าดูอย่างนั้น เราอยากให้สังคมมีแต่คนที่ร่างกายครบถ้วนสมบูรณ์แข็งแรง แล้วก็เลยเห็นด้วยกับการปฏิบัติของสังคมบางถิ่นในอดีต ถ้ามีคนร่างกายไม่ปกติ ก็เก็บเอาไปกำจัดให้หมด อาตมาเมื่อเป็นเด็กก็เคยนึกชอบใจวิธีการแบบนั้น

แต่แล้วเราก็นึกไกลต่อไปอีกว่า คนแก่เฒ่าก็ไม่สมประกอบและไม่น่าดู เพราะฉะนั้น ก็ควรจะเก็บเอาคนแก่คนเฒ่าไปเป็นปุ๋ยเสียให้หมดด้วย เสร็จแล้วก็นึกไกลต่อไปอีกว่า คนที่รูปร่างไม่สวยไม่งามหน้าตาขี้เหร่ ก็น่าจะเก็บเอาไปให้หมดเช่นเดียวกัน สังคมจะได้มีแต่ภาพที่สวยงาม
จากนั้นก็จะนึกไกลต่อไปอีกว่า ควรจะต้องคัดเอาไว้ เฉพาะคนที่สมบูรณ์แข็งแรงสวยงามถึงมาตรฐานที่ตั้งไว้เท่านั้น ความคิดนี้ก็เลยไม่สิ้นสุดและสังคมก็คงย่อยยับไปเสียก่อน (เวลานี้ มีวิชาพันธุวิศวกรรม หรือ genetic engineering) ผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้บางคนบางกลุ่มก็คิดจะสร้างมนุษย์พันธุ์พิเศษชนิด superman ขึ้นมา ต่อไปข้างหน้า พวกซูเปอร์แมนก็คงต้องจัดการ เก็บมนุษย์ธรรมดาให้หมดและหลังจากนั้น ก็คงจะมีการแยกกันอีก เป็นซูเปอร์แมนเกรด 1 ซูเปอร์แมนเกรด 2 ฯลฯ แล้วก็คงต้องจัดการเก็บกันต่อไปเรื่อยๆ)

ทีนี้ มองอีกด้านหนึ่ง ต่อไปวิทยาการต่างๆ เจริญก้าวหน้าต่อไปอีก วงการแพทย์คงจะทำอะไรได้อีก มากมายที่ยังทำไม่ได้ในปัจจุบัน และวิทยาการสมัยนี้ก็เจริญเร็วมากด้วย บางทีอีกไม่ช้า การแพทย์ก็อาจจะช่วยแก้ไขบำบัดความพิกลพิการที่เกิดขึ้น จากกำเนิดที่บกพร่องเหล่านี้ได้ดีขึ้น แต่อันนี้เป็นเพียงข้อที่น่าจะคำนึงถึง ในเวลาตัดสินใจไม่ถึงกับเป็นเหตุผล
ทีว่ามานี้ ไม่ใช่จะให้ถือเป็นหลัก แต่เป็นเพียงการเสนอตัวอย่างแง่มุมอย่างอื่นที่อาจจะคิดไปได้ เพื่อให้การมองปัญหาและการแก้ปัญหามีลักษณะกว้างไกลและครอบคลุมยิ่งขึ้น เพราะเรื่องราวต่างๆ ที่เราประสบนั้น ถ้ามองแง่ลบ ก็เห็นแต่ด้านลบมากขึ้นๆ ถ้ามองแง่บวก ก็เห็นด้านบวกเพิ่มขึ้นๆ จึงควรมองให้ครบทั้งลบและบวก

ข้อสำคัญที่ขอย้ำก็คือ การตัดสินใจและการปฏิบัติในเรื่องนี้ ไม่ควรให้มีลักษณะที่เป็นการปิดทางการพัฒนาตนของบุคคล และการพัฒนาสังคมของมนุษย์ เช่นเมื่อต้องตัดสินใจทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ควรมีการยอมรับขีดจำกัดแห่งความสามารถของตน หรือของสังคมในขณะนั้นด้วย ว่าเท่าที่ฉันรู้ได้ ทำได้ขณะนี้ ภายในสภาพสังคมที่จะเอื้ออำนวยได้นี้ เราจำเป็นต้องทำได้อย่างดีที่สุดเท่านี้ และเราจะศึกษาหาทางที่จะทำให้ดียิ่งขึ้นต่อไปอีก อย่าตั้งความรู้สึกหรือบอกแก่ผู้อื่นว่า อันนั้นเป็นการตัดสินใจ และการปฏิบัติที่ถูกต้องสมบูรณ์แล้ว


ถาม - คำว่า soul ภาษาไทยใช้คำว่า วิญญาณ จะเป็นอันเดียวกับปฐมวิญญาณหรือไม่
ตอบ - ในวงการพระพุทธศาสนานี่ เราหลีกเลี่ยงไม่ยอมใช้คำว่า soul เพราะว่า soul นี่มีลักษณะอย่างที่เขาใช้สำหรับ อาตมัน เป็นวิญญาณในความหมายที่คลาดเคลื่อนหรือเพี้ยนไปแล้ว ซึ่งไม่ใช่ความหมายในภาษาบาลี ในวงการศาสนาภาษาอังกฤษ ไม่มีใครแปลวิญญาณว่า soul เขาใช้เพียง consciousness พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ หรืออังกฤษ-บาลีทั้งหลายใช้ soul เป็นคำแปลของอัตตาหรืออาตมัน และแปลอัตตา หรืออาตมันว่า soul ทั้งนั้น ไม่มีใครใช้คำนี้กับวิญญาณ
หลักพุทธศาสนาถือว่าจิตนี้เกิดดับตลอดเวลา เป็นกระแสไม่ใช่เป็นตัวยืนที่ตายตัว ถ้าหากเป็น soul ก็จะเป็นสิ่งที่เที่ยงแท้ถาวรคงอยู่ยั่งยืนตลอดไปเป็นอมตะนิจนิรันดร เพราะฉะนั้นก็จึงใช้กันไม่ได้เหมือนคำว่า เกิดใหม่ ในภาษาอังกฤษ สำหรับพวกฮินดู ที่ถือว่ามี soul เขาใช้คำว่า reincarnation แต่ในพุทธศาสนาคำนี้ถือว่าใช้ไม่ได้เราใช้คำว่า rebrith และถือว่าการเกิดใหม่เป็นปรากฏการณ์ในกระแสของการเกิดดับตลอดเวลา

ถาม - ถ้านำเอาเชื้อของบิดา และไข่ของมารดา ไปใส่ในมดลูกของผู้หญิงอื่น ใครเป็นแม่กันแน่ เหมือนเด็กในหลอดแก้ว
ตอบ - อันนี้ก็ชัดอยู่แล้ว คือตัวมารดา อยู่ที่ไข่ เป็นเจ้าของไข่ ตัวบิดาอยู่ที่สเปอร์ม เป็นเจ้าของเชื้อ ก็ชัดอยู่แล้ว เป็นฝ่ายพีชนิยาม คนอื่นเป็นเพียงที่อาศัยเป็นฝ่ายอุตุนิยามเท่านั้นเอง แม่ที่ให้อาศัยนั้น เป็นฝ่ายอุตุนิยาม อันนี้เราดูจากเรื่องนิยามได้ชัด ดูว่าเป็นฝ่ายอุตุนิยาม พีชนิยาม จิตตนิยาม หรือกรรมนิยาม กรณีนี้ก็เหมือนเอาลูกไปฝากเขาเลี้ยง คนนั้นก็เป็นแม่ แต่เป็นแม่เลี้ยง แม่จริงก็คือเจ้าของไข่

ถาม - การทำแท้งในวัยศึกษา คือตั้งครรภ์ในขณะยังไม่พร้อมที่จะมีบุตร มีความจำเป็นที่จะต้องศึกษาต่อจนจบจึงตัดสินใจที่จะทำแท้งจะบาปมากไหม

ตอบ - อันนี้ก็ตรงตามที่พูดไปแล้ว คือตัวความจริงนั้นเราต้องยอมรับก่อน และต้องรับผิดชอบการกระทำของเรา อันนี้จะเป็นความกล้าหาญทางจริยธรรม และทำให้มีการพัฒนาตัวเองต่อไปด้วย ถ้าเราไม่ยอมรับความจริงก่อนแล้ว เราไม่มีความเข้มแข็ง เราจะมีอะไรหลอกใจตัวเองอยู่เรื่อยไป

วิธีปฏิบัติ ก็เอาหลักที่พูดข้างต้นมาใช้ คือตอนแรกต้องยอมรับความจริงก่อน จากนั้นในแง่การตัดสินใจ ก็ดูว่าตัวเองทำหรือไม่ทำด้วยเหตุผลอะไร และรับผิดชอบต่อการกระทำนั้น ถ้าจะพูดว่าบาปก็บาปอยู่แล้ว แต่ในแง่ของเหตุผลเกี่ยวกับส่วนดีหรือคุณประโยชน์มีไหม คุ้มกันไหม และไม่ใช่มองในแง่ประโยชน์ของตัวเราเองเท่านั้น ต้องมองประโยชน์ของชีวิตอื่นและของสังคมทั้งระยะสั้นระยะยาวด้วย ได้พูดแล้วว่าเป็นทางเลือกที่เสียทั้งสองอย่าง จะทำได้ก็แค่ว่าทางเลือกไหน จะมีคุณหรือโทษมากกว่ากัน ตอนนั้นก็ถือว่าทำลายชีวิตมนุษย์ไปแล้ว เหมือนทหารที่ไปรบ แต่ในกรณีนี้เราจะมีฐานะเป็นอย่างทหารนั้นหรือไม่ เราก็ต้องพิจารณาดู

เรื่องบาปนั้นก็ต้องบาปแล้ว เหมือนอย่างทหาร เมื่อไปรบไปทำลายชีวิตข้าศึกคนหนึ่ง มันก็บาป เพราะทำลายชีวิตมนุษย์ แต่เมื่อเรามีเหตุผลในการกระทำนั้น ก็พูดได้ว่าบาปน้อยหน่อย เช่น เราไม่ได้เคียดแค้นจงใจที่จะไปทำลายชีวิตเขา แต่เราทำไปตามหน้าที่ ทำด้วยเหตุผลเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ เป็นต้น แต่บาปก็มีอยู่ส่วนหนึ่ง ซึ่งการรับผลก็มีในส่วนนั้น เช่นเดียวกับในด้านดี ก็มีผลของมันไป

เหมือนอย่างสมัยก่อนพระเจ้าแผ่นดินปกครองประเทศ ก็มีการสั่งฆ่าคนที่ทำผิด ทำโทษ เมื่อตัวเองระเริงอำนาจ ว่าฉันมีอำนาจยิ่งใหญ่จะสั่งฆ่าใครก็ได้ อาจจะเผลอไปมีจิตโกรธ หรือมีจิตที่ตามใจตัวเองนิดเดียวก็ฆ่าคนได้ นี่ก็เหมือนกัน ถ้าคนเรามีอำนาจขึ้นมา ไม่มีเครื่องยับยั้ง มันจะเผลอตัวตามใจตัวได้โดยง่าย จึงต้องให้ทำด้วยความเป็นธรรมโดยใจมีธรรม สำหรับแม่กับลูกในท้อง แม่ก็มีอำนาจเหนือกว่า จะจัดการอย่างไร เด็กก็ไม่มีทางสู้ แต่มันเป็นการรังแกกันหรือเปล่า เพราะฉะนั้น จริยธรรมในแง่ยอมรับความจริงแล้วมีความรับผิดชอบต่อการกระทำนั้น ก็ช่วยให้ทำด้วยความรอบคอบ ไม่ทำเอาง่ายๆ ตามใจชอบ กษัตริย์บางองค์ในสมัยโบราณอาจจะสั่งฆ่าคนโดยแทบไม่รู้สึกอะไรเลย หันไปเจอคนนี้ไม่ชอบหน้าก็สั่งให้เอาตัวไปฆ่าเสียแล้ว แทบจะไม่รู้สึกอะไร แต่มันจะสะสมไว้ สะสมไว้ในจิตตลอดเวลา

ขอย้ำว่า พึงปฏิบัติกับใจตนเองให้ตรงและให้ชัด คือเมื่อทำบาปแล้ว ก็ยอมรับกับตนเองว่า บาป ส่วนด้านเหตุผลในการตัดสินใจ ก็ให้ชัดกับใจเช่นเดียวกัน ต่อจากนั้น อย่าเอาใจมาหมกมุ่นกับความคิดขุ่นมัว เศร้าหมองหวนละห้อย ให้เป็นบาปกรรมมากขึ้นไปอีก แต่ควรจะเอาบาปนั้น มาเป็นฐานของการพลิกกลับที่จะตั้งใจทำความดียิ่งๆ ขึ้นไป แล้วเราก็จะได้กรรมใหม่ที่ดีเข้ามามากขึ้นๆ และเป็นการพัฒนาตนต่อไปด้วย จะได้เป็นเหมือนคำพระที่ตรัสไว้ว่า

"ผู้ใดทำบาปแล้ว ปิดรายการบาปนั้นเสียด้วยความดี ผู้นั้นจะช่วยทำโลกให้สว่าง เหมือนดวงจันทร์ที่ผ่านพ้นจากเมฆหมอก" (ขุ.ธ.25/23/38; ขุ.วิ.26/392/388)
หรือว่า "ผู้ใดเคยประมาทมาก่อน แต่กลับตัวได้ ไม่ประมาทต่อมา ผู้นั้นจะช่วยทำโลกให้สว่าง เหมือนดวงจันทร์ที่ผ่านพ้นจากเมฆหมอก" (ขุ.ธ.25/23/38; ขุ.วิ.26/392/388)


ถาม - คนที่มีหิริโอตัปปะสูง ทำผิดนิดหน่อย ก็มีความรู้สึกระอาย และระลึกถึงอยู่เสมอ ส่วนคนที่สองเป็นคนที่ไม่มีหิริ ทำผิดเท่ากับคนแรก แต่ไม่รู้สึกอะไรเลย คนที่หนึ่งเวลาจะตาย ก็นึกถึงความผิดที่ทำเอาไว้ก็จะไปสู่ทุคติ ส่วนคนที่สองไม่นึกถึงเลย ลืมหมด เวลาตายแล้วก็น่าจะไปสู่สุคติภูมิ

ตอบ - อันนี้ต้องมองด้วยอุปมา เป็นข้อเปรียบเทียบ คือว่า ผ้าที่ดำมากแล้ว เติมอะไรเข้าไป ไปโดนอะไรเข้าอีก ก็มองไม่เห็นหรือน้ำที่เป็นโคลนแล้วนี่มีอะไรใส่ไปอีก สีเขียวสีแดงใส่ลงไปก็เฉย แต่น้ำที่ใส่นั้นตรงกันข้าม ใส่สีแดงลงไปนิดเดียวก็เห็น เหมือนผ้าหรือกระดาษสีขาว มีอะไรเปื้อนนิดหน่อยก็มองเห็นชัด จิตของมนุษย์ก็ทำนองเดียวกัน จิตที่มืดมัวขนาดน้ำโคน น้ำครำ หรือเหมือนผ้าดำสกปรก มันเป็นสภาพจิตที่หยาบ และมืดดำของมันอยู่แล้ว เมื่อทำอะไรที่เป็นบาปมืดดำน้อยกว่านั้นหรือเหมือนอย่างนั้น ก็ย่อมไม่แปลก ไม่รู้สึก แต่การที่จะไปเกิดที่ไหนนั้นก็ไปตามภูมิจิต หรือระดับจิต จิตที่มืดดำอย่างนั้น ก็ย่อมไม่ไปสู่สุคติภูมิ มันเป็นอย่างนั้น มันเป็นไปเองตามธรรมดาของมัน ส่วนคนที่จิตใสสะอาด พอมีอะไรผิดแปลกนิดหน่อยก็เกิดความรู้สึกเศร้าหมองใจขึ้นมา มองเห็นเด่นชัด อันนั้นก็เป็นข้อดีที่แสดงว่ามีจิตใจประณีต แต่ก็ต้องมีวิธีปฏิบัติ เพื่อไม่ให้ไปตกต่ำเพราะความเศร้าหมองนั้น

เรื่องนี้ขอให้พิจารณาในแง่พัฒนาการตน เพราะการปฏิบัติธรรม ในความหมายหนึ่ง ก็คือการพัฒนามนุษย์นั่นเอง คนเราที่ต้องการเข้าถึงประโยชน์ของชีวิตที่สูงขึ้นไป หรือจะทำอะไรที่สูงขึ้นไปในทางคุณค่าของชีวิต ก็จะต้องพัฒนาจิตของตนขึ้นไปให้ถึงระดับนั้นด้วย ถ้าจะเข้าถึงประโยชน์และคุณค่าของชีวิตอย่างสูง จิตก็ยิ่งต้องประณีตมากขึ้น

ทีนี้ ในตอนแรกเมื่อเขาอยู่กับชีวิตในระดับสัญชาตญาณจิตของเขา จะหยาบจะมืดอย่างไร เขาก็ไม่รู้สึก แต่คนเราไม่ใช่จะอยู่อย่างนั้นตลอดไป วันหนึ่งเขาจะต้องการคุณค่าของชีวิตจิตใจที่สูงที่ประณีตขึ้นไป แล้วความประณีตหรือใสสะอาดของจิตใจก็จะมีความหมายขึ้นมาทันที พร้อมกับที่สิ่งที่ทำให้จิตหยาบมืดดำก็ส่งผลในทางลบขึ้นมาทันทีเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น คนที่มีจิตมืดดำอยู่แล้ว เขาจะไม่รู้สึกต่อสิ่งสกปรกที่เติมเข้ามา จนกว่าเขาจะพัฒนาจิตให้สูงขึ้น คือ เมื่อจิตของเขาต้องการอะไร ที่จะเป็นประโยชน์สูงกว่านั้นแล้ว เขาก็จะต้องมีระดับจิตที่พัฒนาขึ้นไป รับกันให้พอดี ทีนี้ ในตอนที่ยังไม่ได้พัฒนาตัวเองเขาก็ยังไม่เห็น และไม่ได้นึกถึงเรื่องนี้ แต่พอเขาจะพัฒนาจิตปั๊บก็จะเกิดปัญหาทันที อะไรๆ ที่สะสมไว้ก็โผล่ขึ้นมาก่อกวนเป็นอุปสรรคแก่ตัวเอง

ขออุปมาว่าอย่างนี้ เหมือนอย่างในเรื่องความสกปรก เช่นพื้นห้องประชุมที่เราเดินกันอยู่นี่ แค่นี้เราก็ว่าสะอาดแล้วใช่ไหม ต่อมาเราเกิดต้องการให้เป็นโต๊ะทำงาน ความสะอาดแค่อย่างพื้นห้อง สำหรับเดินนี้ก็ไม่พอเสียแล้ว ต้องให้สะอาดขึ้นไปอีกขั้นหนึ่งจึงใช้งานได้ ทีนี้ ถ้าเป็นแว่นตาล่ะ ความสะอาดแค่อย่างโต๊ะทำงานก็ไม่พอเสียแล้ว แว่นตาก็ต้องสะอาดกว่าโต๊ะทำงานขึ้นไปอีก จึงจะใช้งานได้

จิตของเราก็เหมือนกัน เมื่อจะใช้งานที่ประณีต เช่นในการบรรลุธรรมที่สูงขึ้นไป หรือเมื่อต้องการบรรลุสุขที่ประณีตยิ่งๆ ขึ้นไปในตอนแรก ยังไม่ได้เริ่มต้องการ ยังไม่เริ่มจะเอา ก็ยังไม่รู้ตัว คนที่มืดมัวอย่างนั้นไม่รู้สึกเลย มันหนักหนาจนกระทั่งไม่รู้สึก ก็เฉยๆ แต่พอจะเอาขึ้นมา จะต้องพัฒนาจิตให้มีระดับสูงขึ้นก็เจอปัญหา เจ้าพวกนี้กวนแล้ว จะพัฒนาไปก็ไม่ได้ มันตันหมด แสนจะยาก มันต้องอาศัยจิตที่ประณีตกว่านั้น เหมือนกับน้ำที่ต้องการให้เห็นอะไรๆ ชัดเจน ก็ต้องใช้น้ำที่ใสพอ ตอนแรกเรายังไม่รู้ตัวก็เลยไม่รู้สึก ไม่เห็นคุณโทษของมัน แต่พอจะพัฒนาขึ้นไปก็เห็นชัด เอาไปใช้ประโยชน์ที่ต้องการใหม่ไม่ได้ ถึงเวลาที่ต้องการจะพัฒนาก็เกิดตัวกวนขึ้นมา เพราะสั่งสมในจิตที่หมักหมมไว้มาก สิ่งเหล่านั้นกลายเป็นอุปสรรคกั้นตัวเอง

ในทางกลับกัน คนที่มีหิริโอตตัปปะมาก หรือมีฉันทะ ใฝ่ดีมากอยากให้ชีวิตของตนดีงามบริสุทธิ์เมื่อไปทำอะไรผิดนิดๆ หน่อยๆ ก็มองเห็นเด่นชัด แล้วก็เกิดความรู้สึกขุ่นมัวเศร้าหมอง แล้วก็เอามาคิดปรุงแต่งทำให้เกิดความทุกข์มาก ในแง่นี้ก็ต้องก้าวหน้าต่อไปอีกขั้นหนึ่ง คือมีหลักว่า อกุศลเป็นปัจจัยให้เกิดกุศล หรือกุศลเป็นปัจจัยไม่ให้เกิดอกุศลได้ ดังนั้น เมื่อเราทำความดี ถ้าทำใจวางใจไม่ถูกต้องก็จะทำให้เกิดทุกข์ได้เหมือนกัน เราจึงต้องทำใจปรับใจให้ถูกด้วยโยนิโสมนสิการ

วิธีปฏิบัติ วางใจให้ถูกต้อง ก็คือ ถ้าเกิดความผิดพลาดไปแล้วก็ตั้งใจว่า เอาละนั้นเป็นความผิด ต่อไปนี้เราจะสำรวมระวัง.แล้วเอามันเป็นบทเรียน และเป็นฐานของการที่จะพัฒนาตัวต่อไป แล้วก็จะได้ทั้งปัญญา และได้แรงส่งที่มีพลังในการทำความดีเพิ่มขึ้น อย่ามัวคิดหมกมุ่นขุ่นหมอง ให้ไม่สบายใจเพราะการคิดอย่างนั้นก็เป็นอกุศลกรรมด้วย ไม่ถูกต้อง ให้คิดว่าเรานี่โดยเจตนาที่แท้ ก็ใฝ่ดี ตั้งใจทำความดี แต่ด้วยความประมาท จึงพลาดไป ทำความผิดไปแล้วยอมรับเสีย แล้วตั้งใจให้ถูก อย่าไปขุ่นมัวเศร้าหมองอีก ตั้งใจว่าเราจะไม่ทำมันอีก พัฒนาตัวต่อไป อกุศลกรรมที่ทำก็จะไม่สั่งสมมาก แล้วยังได้พลังในการทำกุศลต่อไป ด้วยเข้าหลักพุทธภาษิตที่ยกมาให้ฟังในคำตอบก่อนนี้

ถาม - เรื่องกรรมนิมิต และคตินิมิต เมื่อคนใกล้ตายทุกคนจะมีคตินิมิตหรือไม่ และเมื่อจิตจุติแล้ว จะปฏิสนธิตามคตินิมิตเสอมไปหรือไม่ มีผลทันทีหรือไม่ เพราะอะไร

ตอบ - จิตนี่จะสืบต่อเกิดดับๆ ตลอดเวลา แม้ในเวลาที่เรายังมีชีวิตอยู่ แล้วท่านก็มองเรื่องการไปเกิด เหมือนกับตอนที่มีชีวิตอยู่ เป็นแต่ว่ามันมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นรูปธรรม ส่วนในแง่ของนามธรรมแล้วเหมือนกัน คือ เกิดดับสืบต่อไปตลอดเวลา เพราะฉะนั้น เรื่องของปฏิสนธิจิต และจุติจิตก็เป็นเพียงขณะหนึ่งๆ ตามธรรมดา เพียงแต่จิตเกิดดับสืบต่อไปถึงจังหวะสำคัญซึ่งมีเหตุการณ์ที่แรง ทำให้จิตมีอาการแสดงตัวแรงขึ้นมาและมีกรรมนิมิตกับคตินิมิต คล้ายๆ ว่าจิตมาถึงจุดวิกฤต

ธรรมดาในจิตของเรานั้น สิ่งที่สั่งสมเหล่านี้มันมีอยู่แล้ว แต่ไม่มีภาวะวิกฤตที่จะทำให้ปรากฏ พอถึงจุดวิกฤตนี้ ภาพที่เรียกว่า กรรมนิมิต ก็ปรากฏขึ้นมา หมายความว่า สิ่งที่กระทำไว้ทั้งหมดไม่ได้หายไปไหน เมื่อถึงจุดวิกฤตก็ฉายเป็นภาพสะท้อนจากอดีตขึ้นมาเสร็จแล้ว จิตก็โยงจากภาพสะท้อนนั้นปรุงแต่งเป็นภาพสัญลักษณ์ที่สื่อถึงอนาคต เรียกว่า คตินิมิต คือภาพตัวแทนของสภาพที่จะไปเกิดข้างหน้า ซึ่งก็เป็นอีกขณะจิตหนึ่งเท่านั้นเอง คล้ายเป็นตัวบอกทิศทาง หรือเป็นภาพฉายคุณสมบัติของจิตที่มันบอกตัวเองหรือฟ้องตัวเอง มันแสดงอาการของมัน แล้วฉายภาพออกมาตามสภาพของภาวะที่มันจะเอาไปหา เหมือนกับบอกตัวฉันจะไปไหนก็จบ ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่มันจะไปตามนั้น เพราะว่านั่นคืออาการของมันเองที่ปรากฏฉายออกมา

ถาม - เรื่องการใส่ห่วง ในกรณีที่มารดาต้องการคุมกำเนิด โดยการใส่ห่วง โดยที่เจตนานั้นไม่ต้องการมีบุตร แต่ไม่มีเจตนาจะฆ่าตัวอ่อน ในกรณีนี้จะเป็นกรรมหรือไม่อย่างไร
ตอบ - ก็ตัดสินด้วยเจตนาอย่างที่ว่า ไม่มีเจตนาจะฆ่าให้ตาย อาจทำไปเพราะไม่รู้แล้วก็เป็นเหตุให้คนอื่นตายๆ ไป คล้ายกับจะเป็นการทำให้คนตายโดยประมาท แต่ที่จริงเป็นการทำให้คนตายโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์อย่างไรก็ตามในกรณีอย่างนี้ ถ้าจะพิจารณาให้ละเอียดก็ต้องดูที่เจตนา เพราะกรณีอย่างนี้มีเจตนาด้วย เพียงแต่ไม่ใช่เจตนาที่จะฆ่าโดยตรง เจตนาอาจต่างกันได้ เจตนาที่ไม่ต้องการมีบุตรนั้น อาจเป็นเจตนากีดกั้นไม่ให้เขามีชีวิตอยู่ได้ต่อไป หรือเป็นเจตนาแบบป้องกันตัวเอง ความต่างของเจตนานี้มีผลต่อคุณสมบัติ ของกรรมให้แรงหรือเบากว่ากัน

ถาม - เมื่อมาฟังนี่แล้ว ก็รู้ถ้าใส่ห่วงอยู่จะต้องไปถอดไหม
ตอบ - อันนี้เป็นเรื่องที่คุณหมอเองแนะนำกันได้ ก็อาศัยหลักการนี้ แล้วก็ปฏิบัติต้องให้เกณฑ์วินิจฉัยอย่างที่ว่า มาเป็นเครื่องประกอบการตัดสินใจ


ถาม - ผู้สั่งให้ซื้อยาทำลายพยาธิ การกินยาถ่ายพยาธิและการรับยาปฏิชีวนะเพื่อทำลายแบคทีเรีย การกระทำดังกล่าวก็เป็นการฆ่าสัตว์ เป็นบาปหรือไม่

ตอบ - อันนี้เป็นส่วนเล็กๆ น้อย ถือว่าเป็นเรื่องปลีกย่อย หมายความว่า ชีวิตระดับนี้ ถ้าเป็นแบคทีเรีย ก็เป็นพืช การฆ่าเชื้อโรคประเภทนี้ ก็เป็นการทำลายชีวิตพืชหรือเหมือนตัดต้นไม้ ไม่เป็นปัญหา แต่ถ้าเป็นสัตว์ก็มีข้อพิจารณาว่า
1. สัตว์นั้นเป็นสัตว์เล็ก เป็นสัตว์ชั้นต่ำ เป็นสัตว์มีคุณน้อย หรือเป็นสัตว์ที่มีโทษ การทำลายชีวิตจึงเป็นบาปน้อย
2. ต้องตั้งเจตนาให้ถูกต้อง คือใช้ยาด้วยเจตนาจะรักษาโรค เจตนารักษาร่างกาย ไม่ใช่มีเจตนามุ่งร้ายจะทำลายผู้อื่น เมื่อไม่มีเจตนาจะฆ่า ก็เป็นปาณาติบาต ไม่ผิดศีล

เจตนานี้มีเหตุผลที่สมควร เพราะเป็นหน้าที่อย่างหนึ่งของมนุษย์ ที่จะต้องรักษาร่างกายชีวิตของตนให้อยู่ในสภาพที่ดี และก็มีหลักความจริงข้อใหญ่อย่างหนึ่งว่า ในฐานะของมนุษย์เมื่อเรามีชีวิตอยู่ถ้าว่าตามความจริงแล้ว จะให้พ้นจากการเบียดเบียนหรือทำให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตอื่น โดยสิ้นเชิงไม่ได้ การที่เรายังมีชีวิตอยู่นี่ แม้แต่การทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกายของเราเอง ก็เป็นเหตุให้เกิดความเสียหาย หรือแม้แต่การแตกดับแก่ชีวิตอื่นบ้างไม่น้อย เช่น พวกจุลชีพทั้งหลาย เป็นต้น เป็นธรรมดาของการมีชีวิตอยู่ซึ่งจะต้องยอมรับความจริงไว้ชั้นหนึ่ง

ทีนี้ข้อพิจารณาสำคัญก็อยู่ที่ว่าเราจะรับผิดชอบได้แค่ไหน ปัญหาอยู่ที่นี้ นี่คือจุดที่พระพุทธเจ้าวางไว้ให้เราแล้ว เกณฑ์มาตรฐานคือ เจตนา เอาเจตนาเป็นเกณฑ์ตัดสิน มิฉะนั้นแล้วเราก็จะต้องเดือดร้อนโดยไม่มีที่สิ้นสุด จนกระทั่งตัวเองจะไม่เป็นอันทำอะไร ตลอดจนไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ เพราะถ้าเรามีชีวิตอยู่ก็จะทำให้คนอื่นต้องตาย หรือทำให้คนอื่นเขาลำบาก ประการใดประการหนึ่ง

ขอยกตัวอย่างที่เล่าบ่อยๆ มีนักบวชพวกหนึ่งที่คิดหนักในเรื่องนี้ คือคิดมากในเรื่องที่ว่าทำอย่างไรจะไม่เบียดเบียนผู้อื่น ถ้าทำโน่นก็เบียดเบียนสัตว์นี่ ถ้าทำนั้นก็จะเบียดเบียนสัตว์โน้น แกก็หาทางพัฒนาวิธีการที่จะไม่ให้มีการเบียดเบียนของแกเรื่อยไป พวกนี้คือนักบวชนิครนถ์ ซึ่งเป็นลัทธิที่ยึดถือหลักอหิงสามากที่สุด เกิดขึ้นร่วมสมัยกับพระพุทธเจ้า และมีมาในอินเดียจนกระทั่งปัจจุบัน

นักบวชพวกนี้คิดมาก ทำอะไรก็กลัวว่าจะเป็นการเบียดเบียนสัตว์อื่น เพราะฉะนั้นแกก็คิดว่า ถ้าฉันเดิน ก็ต้องมีไปเหยียบสัตว์อื่นถึงตายบ้าง แต่จะไม่เดินก็ไม่ได้ เพราะว่าเมื่อมีชีวิตอยู่ก็ต้องเดินแล้วจะทำอย่างไรดี แกก็เลยคิดประดิษฐ์ไม้กวาดพิเศษขึ้นมาชนิดหนึ่ง เวลาเดินไปไหนก็ต้องถือไม้กวาดไปด้วย กวาดพื้นข้างหน้าไปตลอดทาง

ทีนี้แกก็มาคิดอีกว่า ถ้าแกจุดไฟ ก็ต้องมีสัตว์มาถูกไฟไหม้ตายบ้าง เราก็เบียดเบียนสัตว์ ทำอย่างไรดี นักบวชพวกของแกก็เลยไม่จุดไฟ
ทีนี้ก็คิดอีก ถ้าอาบน้ำ ก็จะเป็นเหตุให้สัตว์บางอย่างต้องตาย อาจจะเป็นสัตว์ที่เกาะอยู่ตามตัวหรือที่อยู่ตามพื้นเวลาน้ำไหลไปก็ถูกท่วมตาย เอ ทีนี้เราก็ต้องไม่อาบน้ำ
ต่อมาแกก็คิดอีกว่า เวลาหายใจ สงสัยจะมีสัตว์เล็กๆ น้อยๆ เข้าไปตายบ้าง แต่ถ้าไม่หายใจ ตัวแกเองก็ตาย จะทำอย่างไรดี แกไม่มีทางเลือกก็เลยคิดประดิษฐ์ผ้าขึ้นชิ้นหนึ่งเอามาผูก ปิดปากและจมูก คล้ายอย่างที่คุณหมอใช้กันอยู่ในปัจจุบัน พวกนักบวชนิครนถ์ แกคิดมากอย่างนี้

ทีนี้ทางด้านพระพุทธศาสนา ก็เป็นศาสนาที่ถือหลักอหิงสาเหมือนกัน แต่พระพุทธเจ้าได้ทรงวางหลักเกณฑ์ไว้ว่า ถ้าเป็นศีลก็ให้เอาที่เจตนา ฉะนั้นไม่ต้องไปคิดมาจนเลยเถิด จะกลายเป็นรับผิดชอบมากเกินไป จนอยู่ในโลกไม่ได้ ตามหลักของเรานี้ให้รับผิดชอบต่อเจตนา เอาเจตนาเป็นเกณฑ์มาตรฐานไว้ แล้วนอกเหนือจากนั้นหรือเกินกว่านั้น คนใดอยากจะไกลจากการเบียดเบียนมากขึ้นกว่านั้น จะถือข้อปฏิบัติยิ่งขึ้นไปอีก ท่านก็ไม่ห้าม แต่ให้ใช้ปัญญาพิจารณา ถ้าเกินกว่านั้นแล้ว การถือปฏิบัตินั้นเรียกว่า วัตร แยกให้ถูก

ศีลมีมาตรฐานที่เจตนา เรารับผิดชอบแค่รักษาเจตนาของเราไว้ให้ได้ ถ้าต้องการปฏิบัติให้เข้มงวดกว่านั้น ก็ถือข้อปฏิบัติพิเศษ ที่เป็นเรื่องของความสมัครใจ ดังนั้นถ้าคิดว่าตนต้องการห่างเหิน จากการเบียดเบียนให้มากขึ้น เห็นว่าการปฏิบัติอย่างนั้นๆ จะทำให้ตนเบียดเบียนสัตว์อื่นน้อยลงไปอีก ก็รับกับใจตัวเอง ที่จะถือข้อปฏิบัตินั้นซึ่งเรียกว่า วัตร

การถือวัตรอย่างนี้เป็นเรื่องของความสมัครใจ แต่ก็มีเกณฑ์มีขอบเขตเหมือนกัน วัตรบางชนิดเป็นเรื่องเลยเถิดไป จะกลายเป็นการทรมานตัวเองหรือทำให้เกิดผลเสียแก่ชีวิตและสังคม พระพุทธเจ้าก็ทรงห้าม มีตัวอย่างที่เล่าบ่อยๆ แต่คงไม่เป็นไร เล่าเพื่อจะให้เป็นตัวอย่างไว้ คือ ข้อปฏิบัติบางอย่าง เจ้าตัวเข้าใจว่าจะเป็นประโยชน์ แต่บางทีกลับเป็นโทษ พระพุทธเจ้าก็ทรงห้าม ขอย้ำความเข้าใจก่อนว่า วัตรต่างจากศีล วัตรเป็นข้อปฏิบัติพิเศษ ที่เรามีสิทธิเลือกที่จะถือ เพื่อประโยชน์บางอย่าง เช่น เพื่อขัดเกลาตนเองหรือฝึกฝนตนเอง ทีนี้ในหมู่พระสงฆ์ บางทีท่านก็ถือวัตรพิเศษขึ้นมาโดยตั้งกติกากันขึ้น เพื่อจะให้การปฏิบัติได้ผล

ในสมัยพุทธกาล มีเรื่องเล่าถึงพระภิกษุกลุ่มหนึ่ง ถึงตอนเข้าพรรษาก็คิดกันว่า ในพรรษานี้เราจะต้องปฏิบัติกันให้เต็มที่ การที่เราพูดคุยกันนี่ก็ทำให้เสียหรือหย่อนการปฏิบัติ และทำให้จิตฟุ้งไปได้ ฉะนั้น พรรษานี้ เรามาวางกติกาไว้ว่าจะไม่พูดกัน แต่ทีนี้ จะทำอย่างไรจึงจะอยู่ได้ เพราะตามธรรมดาก็ต้องมีกิจธุระบ้าง เช่น องค์นั้นเจ็บ องค์นี้ป่วย เวลามีเรื่องราวอะไรจะต้องทำ จะทำอย่างไร เมื่อพิจารณากันแล้ว ก็ตกลงใช้วิธีตั้งสัญญาไว้ โดยการตีระฆัง ถ้าระฆังตีขึ้นสามครั้ง หมายความว่ามีพระเจ็บไข้ตีสี่ครั้งหมายความว่า มีอันตรายบางอย่างเกิดขึ้น ตีห้าครั้งหมายความว่าเรียกประชุม ดังนี้เป็นต้น ครั้นเข้าพรรษาแล้วก็ไม่พูดกันเลย ตั้งใจเอาปฏิบัติกันเต็มที่

พอออกพรรษาแล้ว พระชุดนี้ก็ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็ตรัสถามสุขทุกข์ว่า พวกเธออยู่กันดีหรืออย่างไร พระก็ภูมิใจว่า พรรษาที่แล้ว พวกเราเคร่งครัดดีเหลือเกิน คุยได้ ก็อวดพระพุทธเจ้า กราบทูลว่าข้าพระองค์อยู่กันสุขสบายดี พรรษาที่แล้วนี่ได้ชวนกันปฏิบัติเคร่งมาก เคร่งมากทำอย่างไรล่ะ ก็บอกว่าได้ตั้งปฏิบัติอย่างเดียว ไม่พูดเลย พอเล่าจบ พระพุทธเจ้ากลับทรงติเตียนว่า พวกเธออยู่อย่างปศุสัตว์

ต่อจากนั้นก็ทรงบัญญัติห้ามมิให้พระภิกษุทั้งหลายถือ มูควัตร มูควัตรแปลว่า การถือข้อปฏิบัติเป็นอย่างคนใบ้ ห้ามภิกษุมิให้ถือเพราะไม่ใช่ว่า ไม่พูดกัน แล้วมันจะก้าวหน้าในการปฏิบัติ แต่ความถูกต้อง อยู่ที่เรารู้จักฝึกการพูดต่างหาก การฝึกสำรวมและรู้จักใช้วาจาของเรานี่แหละ จะเป็นการฝึกที่ดีกว่าการไม่พูด การปฏิบัติอยู่ที่ว่าจะฝึกตนในการพูดอย่างไร พูดอย่างไรจึงจะดี ควรพูดวาจาดี มีประโยชน์ที่ช่วยให้เกิดความก้าวหน้าในธรรม ท่านไม่ได้ห้ามไม่ให้พูด ฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงทรงห้ามวัตรบางอย่างทำนองนี้ เพราะมันทำให้ไม่ก้าวหน้าในการพัฒนาตน

ถาม - ในทางโลก ถ้าเราทำผิดต่อบุคคลหนึ่ง เราก็สามารถขอโทษ ขออโหสิกรรมต่อกันได้ ในทางธรรม ถ้าหากว่าเรากระทำผิด ทำปาณาติบาตไปแล้ว เราจะสามารถขออโหสิกรรมจากวิญญาณนั้นๆ ได้หรือไม่ หรือต้องรับกรรมแต่อย่างเดียว วิญญาณที่ตายนั้นจะรับรู้ได้หรือไม่ ว่าเราขออโหสิกรรม

ตอบ - ความจริงมันไม่ได้แยกกัน ระหว่างเรื่องโลกเรื่องธรรม มันเรื่องเดียวกัน แต่แยกในเรื่องความจริงต่างหาก คือแยกในแง่ของความจริงและข้อเท็จจริง เรื่องนี้มีสองส่วน คือ
1. ในแง่ของความผิดต่อกันระหว่างบุคคล อันนี้คือการไม่ผูกเวร หมายความว่าไม่จองเวรกัน หรือให้อภัยกัน อันนี้แหละที่มักเรียกกันว่า เป็นการอโหสิ ที่จริงก็คือยกโทษให้ไม่ถืออาฆาตจองเวรหมายความว่า เลิกแล้วต่อกันไม่ตอบโต้ต่อเรื่องในระหว่างตัวบุคคล
คำว่า ขออโหสิกรรที่ว่านี้ เป็นสำนวนภาษาไทย (ในภาษาภาลีเดิมไม่ได้มีความหมายอย่างนี้) ซึ่งก็คือขออภัยนั่นเอง ในกรณีของปาณาติบาต ผู้ถูกฆ่าตายไปแล้ว จะขออภัยไม่ให้อาฆาตจองเวรกันต่อไป จะให้เหมือนกับทำกับคนที่ยังมีชีวิตอยู่ไม่ได้ คือไม่ได้เต็มที่ เพราะยากที่เขาจะรับรู้การขออภัยของเรา และแม้แต่ถ้าเขารับรู้เราเองก็ไม่รู้ว่า เขาได้ให้อภัยแล้วหรือไม่ การที่เขาจะรับรู้ได้นั้น เขาจะต้องพอดีไปเกิดอยู่ในภพบางภพ ซึ่งมีไม่กี่ภพที่รับรู้ได้ วิธีปฏิบัติในเรื่องนี้ คือ ไม่ต้องมัวไปห่วงว่า เขาจะได้รับรู้หรือไม่ เราก็ทำในส่วนของเราไป คือแผ่เมตตาตั้งใจให้อภัยกัน และอุทิศกุศลให้เขาไปแล้วตั้งเจตนาทำความดี ให้แรงของกุศลท่วมท้นเหนืออกุศล อย่างที่จะพูดในแง่ต่อไป

2. ในแง่ของตัวความชั่วที่ทำไปแล้วก็มีผลของมัน เพราะกรรมหรือตัวการกระทำนั้นมันเป็นเจตนาที่เกิดขึ้น ในจิตของผู้ทำกรรมนั้นเอง และมันมีผลตั้งแต่ขณะจิตที่กระทำแล้ว คือ เมื่อคนมีเจตนาที่จะเบียดเบียนเกิดขึ้น หรือมีเจตนาทำร้ายเกิดขึ้น ก็มีผลเป็นความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเริ่มแต่ในจิตใจก่อนทันที
ข้อพิจารณาในกรณีนี้ก็คือ เมื่อมันมีผลเป็นอกุศลอย่างนี้แล้ว ในการแก้ไขเราจะทำอย่างไร คำตอบก็คือทำกุศลขึ้นมาแทน เริ่มต้นก็อย่างที่พูดมาแล้ว คือ ยอมรับความจริงว่า เออ สิ่งที่เราทำไปแล้วเป็นอกุศล ยอมรับเสียก่อน แล้วก็ตั้งใจตั้งเจตนาว่าต่อไปเราจะแก้ไขและจะไม่ทำมันอีก แต่จะทำความดี พอตั้งใจอย่างนี้กุศลก็เกิดขึ้นแล้วและต่อจากนั้น เราต้องทำฝ่ายกุศลให้มาก ให้มีกำลังมากกว่าอกุศล

ในกรณีที่คนทำความผิดต่อกัน เราทำผิดต่อเขาแล้ว ไปขอโทษ และเขายอมยกโทษให้ การแสดงความรู้สึกที่ดีมีเมตตาให้อภัยกันนั้น เป็นการทำกุศลขึ้นใหม่ ทำให้เกิดความรู้สึกในทางที่ดี พอไปพูดดีกัน เขาก็ว่าไม่เป็นไรหรอกครับ ผมไม่ถือคุณนะ ใจเขาก็สบาย ใจเราก็สบาย มีความเอิบอิ่มผ่องใส ใจก็เป็นกุศลขึ้น สภาพจิตฝ่ายกุศลก็เพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าบาปที่ทำไปแล้วมันไม่มี มันก็เกิดขึ้นไปแล้ว แต่เราไม่สั่งสมฝ่ายบาปต่ออีก ฝ่ายบาปนั้น เรายุติเกิดขึ้นครั้งนั้นแล้วหยุดเลย ไม่ต่อ ถ้าต่อแม้แต่ในจิต คือคิดปรุงแต่งขึ้นมา มีความเศร้าหมองขุ่นมัว บาปก็เพิ่มขยาย บาปตั้งต้นนิดเดียวก็บานปลายไปกันใหญ่ ทีนี้ เราไม่ทำอย่างนั้น รู้ว่าบาปเกิดแค่นั้นแล้วเราหยุดเลย แล้วหันมาสั่งสมฝ่ายกุศลต่อ ทำจิตให้ดีงาม ตั้งใจดีงาม และแสดงออกโดยมีความสัมพันธ์กับเขาให้ดีงาม มีเมตตาต่อกัน เกิดความซาบซึ้งใจกัน เกิดกุศลแล้วก็กลายเป็นผลที่ดีเกิดขึ้นแทน

ความเป็นไปทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องของธรรมหรือกฎธรรมดา ของธรรมชาตินี่แหละ ไม่ใช่ว่าใครจะไปยกเลิกผลกรรมให้แก่กัน แต่เป็นเพราะว่า เมื่อเราไปมีความสัมพันธ์ที่ดีแล้วอกุศลก็ไม่สืบต่อ แล้วก็เกิดกุศลใหม่ขึ้นมา และเมื่อเราสืบต่อความดีนั้น เช่นมีเมตตาไมตรีและการสงเคราะห์กัน กุศลใหม่ก็มากขึ้นๆ ฝ่ายอกุศลที่เกิดขึ้นนิดเดียวก็เลยหมดความหมายหรือหมดอิทธิพลไป แต่ถ้าเราไม่ทำการแก้ไขอย่างนี้ จิตฝ่ายที่เป็นอกุศลก็จะพอกเพิ่ม ขยายตัวจากเชื้อนิดเดียวมากขึ้น ด้วยการคิดปรุงแต่ง เป็นต้น ทำให้เกิดความเสื่อมจากกุศลธรรม และทำให้อกุศลเพิ่มมากยิ่งขึ้น ทั้งหมดนี้จึงเป็นเรื่องธรรมดาเป็นเรื่องของกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ และกรรมก็มีอยู่ตลอดเวลาเหมือนอย่างที่เคยอุปมาแล้วว่าไม่ใช่เราไปล้างบาป ขอยกอุปมานั้นมาพูดอีก

เหมือนอย่างว่ามีถ้วยแก้ว infinity หมายความว่าใส่น้ำได้ไม่สิ้นสุด ตอนแรกเราใส่น้ำสีแดงลงไป ใส่ลงไปๆ รู้สึกไม่ดี น้ำไม่บริสุทธิ์ ขุ่นมัวเศร้าหมอง มองไม่เห็นอะไรเลย การใส่น้ำสีนี้สมมติว่าเป็นการทำกรรมชั่ว ตอนนี้บาปของเราก็เยอะเสียแล้ว น้ำแดงไปหมดทีนี้เราก็นึกได้ เกิดความสำนึกขึ้นมาว่า เอ ความช่วงนี้ เราไม่ทำดีกว่า แต่จะทำอย่างไรล่ะ จึงจะแก้ไขได้ จะเททิ้งก็ไม่ได้ เพราะมันเป็นชีวิตของเราเอง วิธีแก้ก็คือเราหันไปทำกุศล เหมือนกับเติมน้ำใสๆ ลงไปเรื่อยๆ และไม่ใส่น้ำสีลงไปอีกเลยต่อมานานเข้า ปรากฏว่าน้ำในแก้วใสไปหมด มองดูไม่เห็นสีแดงเลยจนนิดเดียว ใสแจ๋วทีเดียว เพราะอะไร น้ำแดงหายไปไหนหรือเปล่า ไม่ได้หายไปไหน ก็มีอยู่อย่างเดิม และเท่าเดิมในนั่นแหละ แต่มองไม่เห็นเลย ไม่มีความหมายเห็นแต่น้ำใส อันนี้ก็คือความจริงที่ว่า เมื่อเรารู้ตัวแล้ว เราก็เปลี่ยนเราไม่ทำอกุศลต่อ ทำแต่กุศล กุศลก็เพิ่มพูนขึ้นมา อกุศลก็หมดอิทธิพลไปเลย ไม่ต้องไปล้าง ไม่ต้องไปเอามันออก มันก็หมดความหมายไป

แต่ถ้าจะให้เป็นการชำระล้างบาป ก็ต้องเป็นอีกระดับหนึ่ง คือระดับอริยมรรค ซึ่งถ้าเปรียบเทียบก็ต้องเปลี่ยนเป็นว่า ตอนโน้นเป็นการกำจัดอกุศล โดยเปลี่ยนภาวะเลย เหมือนชำระน้ำสีด้วยสารเคมี หมายความว่า ทำให้สีแดงหมดไปเลย แต่สำหรับมนุษย์ปุถุชนทั่วไป มิใช่อย่างนั้น วิธีของมนุษย์ธรรมดา เป็นวิธีเอาน้ำใสมาเติมจนกระทั่งน้ำสีนั้นไม่มีความหมาย
รวมความหมายว่า ไม่ต้องไปห่วงกังวล ถ้าเราทำบาปแล้ว ก็อย่าไปหลงระเริงมันอีก ก็หยุดเสีย แล้วทำฝ่ายกุศลให้เกิดขึ้น เมื่อกุศลมากขึ้นๆ ต่อไปฝ่ายบาปก็จะหมดอิทธิพลไปเอง


ถาม - คำว่า อโหสิกรรม คือ กรรมที่ไม่ให้ผล อันนี้มีความหมายอย่างเดียวกันหรือไม่
ตอบ - โดยมากเราเอาคำว่าอโหสิกรรมมาใช้ในความหมาย ที่เป็นการอภัยกันมากกว่า เป็นการใช้ศัพท์ผิด คล้ายๆ ว่าเราถือเอาความหมายของคำว่า อโหสิกรรมในแง่ที่ว่า เป็นกรรมที่ไม่มีผลต่อไป แล้วเอานัยแง่นี้มาใช้ให้หมายถึง การที่ไม่มีการผูกเวรกันต่อไป ความจริงใช้กันผิด อโหสิกรรม ที่จริงเป็นเรื่องของตัวกรรมที่เป็นกฎธรรมชาติ ไม่ใช่การปฏิบัติต่อกันระหว่างหมนุษย์
อโหสิกรรม เป็นคำในยุอรรถกา ที่สืบออกมาจากความในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามัคค์ในพระไตรปิฎก ในความหมายที่แท้ของท่านว่า ได้แก่กรรมที่ไม่แสดงผลออกมา (มีแต่กรรมวิบากไม่มี) เนื่องจากไม่ได้โอกาสที่จะให้ผล ภายในเวลาที่จะออกผลได้ เมื่อผ่านล่วงเวลานั้นไปแล้ว ก็ไม่ให้ผลอีกต่อไป ถ้าโยงกลับไปหาคำตอบก่อนนี้ก็จะเห็นว่า เมื่อเราทำกุศลที่มีกำลังแรงมากๆ จนมีแต่กุศลเท่านั้นให้ผล อกุศลกรรมบางอย่างที่ไม่มีโอกาสให้ผล ก็จะหมดโอกาสแสดงผล และกลายเป็นอโหสิกรรมไป ตกลงว่ามีความหมายที่ไปกันได้

ถาม - คำว่า สัมภเวสี หมายความว่าอย่างไร
ตอบ - สัมภเวสี นี่เข้าใจผิดกันมาก คือ เราไปมองว่ามีภพหนึ่งในระหว่างเป็นที่อยู่ของคนที่ตายไปแล้ว ยังหาที่เกิดไม่ได้ซึ่งเรียกว่าเป็นสัมภเวสี พวกสัมภเวสี ยังหาที่เกิดก็เร่ร่อนล่องลอยไปจนกว่าจะหาที่เกิดใหม่ได้ แต่ความจริงตามหลักของธรรมชาติ จิตเกิดดับตลอดเวลา เวลาจุติแล้วมันก็ปฏิสนธิต่อไปทันที เพราะเป็นเพียงขณะจิตหนึ่ง ปฏิสนธินี้เราเรียกกันว่าเกิดใหม่ บางทีเราไปเรียกพวกที่เกิดใหม่แล้วนี้ บางพวกว่าเป็น สัมภเวสี ที่จริงเขาเกิดแล้ว เขาเกิดของเขาอยู่ในภพอย่างนั้น

ทีนี้ สัมภเวสี ในทางธรรมท่านไม่ได้มีความหมายอย่างนั้น คำว่าสัมภเวสี หมายถึงสัตว์ที่ยังหาที่เกิด พวกมนุษย์ปุถุชนทั้งหลายนี่ เป็นสัมภเวสีทั้งนั้น คือ ยังเป็นผู้หาที่เกิดกันอยู่ หรือยังต้องการเกิดกันอยู่ ฉะนั้น สัมภเวสีก็คือมนุษย์ปุถุชน และสัตว์ทั้งหลายทั่วไป ที่ยังไม่หมดกิเลส

นอกจากนั้น สัมภเวสียังใช้ในความหมายอีกอย่างหนึ่งหมายถึง สัตว์ที่ยังเกิดไม่เต็มบริบูรณ์ตามสภาพของมัน เช่นว่าไก่นี้ จะเกิดสมบูรณ์ต่อเมื่อออกจากไข่มาเป็นตัวไก่แล้ว ตอนที่ยังอยู่ในไข่ถือว่าอยู่ระหว่างการเกิด และตอนที่ยังไม่ออกจากไข่นี่แหละท่านให้ใช้ศัพท์เรียกว่าสัมภเวสี ฉะนั้น สัตว์ที่อยู่ในระหว่างเกิดยังไม่เต็มกระบวนการ หรือยังไม่ครบเต็มสภาพบริบูรณ์ ในระหว่างนั้นเรียกว่า สัมภเวสี ถ้าหากว่าไก่ออกจากไข่มาเป็นตัวแล้ววิ่งได้ เรียกว่า ภูตะแปลว่า สัตว์ที่เกิดเต็มตัวแล้ว

ถาม - เหมือนโอปปาติกะหรือไม่
ตอบ - ไม่เหมือน โอปปาติกะ เป็นประเภทของสัตว์ ในกำเนิดแบบหนึ่ง ส่วน สัมภเวสี ใช้ได้ทุกประเภท ใช้ได้กับมนุษย์ ใช้ได้กับไก่ ใช้กับสัตว์อะไรๆ ได้หมดที่ยังต้องมีการเกิด

ถาม - คนที่เกิดขึ้นในโลกมากขึ้นทุกปีๆ อยากทราบว่าวิญญาณมาจากไหน
ตอบ - อันนี้สงสัยกันมานานแล้ว ถ้ามองในแง่หนึ่ง ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาเป็นเรื่องของความขยายตัว และยุบตัวในช่วงเวลาหนึ่งๆ ที่สั้นๆ ในอนันตกาลของอนันตจักรวาล เดี๋ยวสัตว์ประเภทนี้มากขึ้นที่นี่ลดลงที่โน่น สัตว์ประเภทโน้นขยายที่นี่โน่น หดลงที่นี่ สำหรับคนนี้ขยายออกไปก็คงจะไม่เกินแสนล้านในโลกนี้ เมื่อเพิ่มไปถึงจุดหนึ่งก็ต้องมีเหตุให้ลด ถ้ามองในแง่ของสรรพสัตว์ ในอนันตจักรวาฬก็ถือว่าเป็นการขยายไปด้านหนึ่งหดอีกด้านหนึ่ง โป่งไปด้านหนึ่ง ยุบอีกด้านหนึ่ง ไม่มีอะไรมาก

ถาม - กิเลสมีกำเนิดพร้อมกับชีวิตหรือไม่ ถ้าไม่ ทำไมคนที่เกิดจึงมีกิเลสได้
ตอบ - มันมีมาในรูปของศักยภาพมากกว่า บางทีเราเอาความคิดความรู้สึกและประสบการณ์เฉพาะอย่างๆ ของเราไปจับก็ไม่ตรงกัน หรือมองไม่ทั่วถึง แม้แต่สิ่งสามัญเหลือเกินบางอย่างในโลกนี้เราก็ยังไม่เข้าใจธรรมชาติของมัน

สำหรับเรื่องนี้ อาจจะใช้วิธีเปรียบเทียบให้พอมองเห็นเค้า เหมือนอย่างเรามีต้นไม้ต้นหนึ่ง สมมติว่าเป็นต้นมะม่วง เพิ่งจะโตขึ้นมายังไม่มีลูกแล้วเราก็พูดกันว่า ต้นมะม่วงต้นนี้ต่อไปจะมีดอกมีลูกคือ เหมือนกับว่ามันมีดอกมีลูกอยู่ แต่ยังไม่ปรากฏออกมา ขณะนี้เรายังไม่เห็นดอกหรือลูกเหล่านั้น แล้วตอนนี้มันไปแอบอยู่ที่ไหน เราก็หาไม่พบ แต่มันมี พอถึงฤดูก็จะปรากฏออกมา อย่างนี้เป็นต้น ถ้าใช้ศัพท์เทียบเคียงก็อาจจะเรียกว่าศักยภาพ

ทีนี้ในเรื่องกิเลสของมนุษย์ มันมีตัวมูลอยู่ ตัวมูลก็คือ โลภะ โทสะ โมหะ แล้วสืบสาวลงไปอีก ก็มีอวิชชา ภายในอวิชชานี่ ก็มีศักยภาพให้เกิดกิเลสทั้งหลายปรากฏขึ้นในรูปแบบต่างๆ จะถือว่าเป็นการสำแดงตัวของอวิชชาก็ได้ และมันก็มีเป็นรูปแบบต่างๆ ซึ่งเป็นไปได้มากมายเหลือเกิน ไม่มีที่สิ้นสุด อย่างที่ว่ากิเลสพันห้าหมายความว่า กิเลสมากมายเหลือเกิน พูดเท่าไรก็ไม่ครบเลยใช้คำว่า กิเลสพันห้า แต่จะไปหาตัวจริงให้ครบ ก็ไม่เคยพบรายชื่อที่เต็มสักที
อาตมาเคยค้นในอรรถกถาดูว่ากิเลสพันห้ามีบัญชีไว้ที่ไหนก็ได้ไม่ครบ ท่านยกตัวอย่างมาสามสี่ร้อยอย่างก็พอแล้ว ถือว่ามันเป็นรูปร่าง หรืออาการแสดงออกต่างๆ ของสภาพอันเดียวกันคือ สภาพจิตที่มีอวิชชา

คนเราเกิดมาเริ่มต้นก็ยังไม่มีความรู้ หรือมีแต่ความไม่รู้ เรียกว่าอวิชชา แต่การที่จะอยู่รอดด้วยดีในโลก คนจะต้องมีความรู้ เมื่อยังไม่มีความรู้ที่จะปฏิบัติให้ถูกต้องต่อสิ่งทั้งหลาย มนุษย์ก็อยู่โดยดิ้นรนไปด้วยแรงขับของภวตัณหา (ความอยากดำรงอยู่ อาจแปลว่า need for survival หรือ บางท่านแปลว่า life wish) เมื่อดิ้นรนไปอย่างนั้น และมีอวิชชาอยู่เป็นพื้น มนุษย์ออกไปสัมพันธ์กระทบกับประสบการณ์และสถานการณ์ต่างๆ ความต้องการอยู่รอดบนพื้นฐานของอวิชชานั้น ก็จะแสดงตัวออกมา เป็นกิเลสในรูปต่างๆ ซึ่งมนุษย์ได้ใช้เป็นเครื่องปกป้องตัวเองให้อยู่รอด ในการปฏิบัติให้ถูกต้องต่อสภาพแวดล้อมไปพลางก่อน จนกว่าจะมีปัญญาที่จะปฏิบัติให้ถูกต้องด้วยความรู้โดยตรง เราจึงพูดได้ว่ากิเลสเหล่านั้นเป็นสภาวะที่เป็นศักยภาพของจิต อยู่อย่างนั้น ซึ่งเกิดขึ้นปรากฏได้ตลอดเวลา และถ้าใครไปสั่งสมอย่างไหนขึ้น ก็จะกลายเป็นลักษณะเด่นออกมาในทางนั้น เรียกว่าเป็นการสั่งสมของกิเลส แต่ตัวจริงก็อยู่ที่ตัวมูลของมัน ซึ่งเป็นแหล่งของศักยภาพ

อย่างไรก็ตาม กิเลสเหล่านี้ไม่ใช่เป็นอันเดียวกับจิต มันไม่ใช่เป็นเนื้อตัวของจิต เพราะฉะนั้นท่านจึงบอกว่า เราสามารถชำระจิตไม่ให้มีกิเลสได้ กิเลสไม่ใช่เป็นเนื้อตัวของจิต แต่มันก็ไม่ใช่อยู่ต่างหากจากจิตมันเป็นศักยภาพของจิต เมื่อไรเกิดปัญญาขึ้นมาสว่างแจ้งอวิชชาไม่มี ศักยภาพนี้หมดไป กิเลสก็หายไปด้วย ก็หมดไปด้วยกัน เหมือนเราตัดต้นไม้ เราก็พลอยตัดดอกตัดผลไปหมดด้วย ดอกผลที่จะมีต่อไปก็ไม่มี ในเวลาที่เราตัด ต้นไม่นั้นยัง ไม่มีดอกไม่มีผล แต่ถ้าเรามองไปข้างหน้าแล้ว ดอกผลที่จะมีอาจจะเป็นมะม่วงอีกพันผล หมื่นผล ดอกผลเหล่านี้ก็เหมือนกับได้ถูกเราตัดทิ้งไปด้วย เรื่องนี้ถ้าเอามาคิดในกรณีพิพาทระหว่างคนคงจะยุ่ง คุณมาตัดต้นไม้นี้ก็เท่ากับว่าคุณมาลักผลไม้ลูกมะม่วงของฉันไปหมื่นลูก เพราะฉะนั้นฉันขอคิดราคาค่าเสียหาย เท่ากับลูกมะม่วงหมื่นลูก อะไรทำนองนี้

ถาม - เรื่องกิเลสกับอกุศลเจตสิกเป็นอันเดียวกันหรือเปล่า
ตอบ - เป็นอันเดียวกัน เป็นพวกเจตสิก คืออาการหรือคุณสมบัติต่างๆ ของจิต

ถาม - มีผู้ร่วมงานคนหนึ่ง สนใจศึกษาพระพุทธศาสนาและเชื่อยึดมั่นในคำสั่งสอนของอาจารย์ท่านหนึ่งว่า ให้ประพฤติดีปฏิบัติชอบในชาตินี้ ย่อมได้รับผลในชาตินี้เอง ไม่ต้องมุ่งหวังในชาติหน้าภพหน้า (เขาเชื่อว่าไม่มีชาติหน้าภพหน้า) เป็นความเห็นถูกต้องหรือไม่อย่างไร ในฐานะที่เราเป็นกัลยาณมิตรของเขา เราควรวางตัวอย่างไร

ตอบ - การพูดแต่เรื่องชาตินี้ถ้ามองในแง่เป็นจุดเน้นก็ใช้ได้ แต่ถ้าจะเอาไปปิดกั้นปฏิเสธชาติหน้าเสียเลย ก็เลยเถิดไป เป็นจุดที่ต้องระวัง คือในแง่จุดเน้นนั้นจริง เพราะชาติหน้าเรามองไม่เห็น แล้วที่สำคัญก็คือว่า ตามกฎเกณฑ์แห่งเหตุปัจจัย ชาติหน้าเป็นฝ่ายผลที่สืบเนื่องจากปัจจุบัน เพราะฉะนั้นตามหลักเหตุปัจจัยนี้ สิ่งที่เราต้องทำก็คือเหตุ เมื่อเราทำปัจจุบันที่เป็นเหตุให้ดีแล้วก็ไม่ต้องห่วงผลซึ่งเป็นอนาคต เพราะเรามั่นใจในความจริงข้อนี้ว่าผลเกิดจากเหตุเพราะฉะนั้น หน้าที่ของเราจึงอยู่ที่การทำความดีซึ่งเป็นเหตุในปัจจุบัน จุดเน้นอยู่ที่ปัจจุบัน เมื่อทำเหตุ(ปัจจุบัน) ดีแล้ว ผล(อนาคต) ก็ย่อมจะดี

การกระทำอย่างนี้นอกจากเป็นการปฏิบัติตาามหลักความจริง ของกฎธรรมดาแห่งเหตุปัจจัยแล้ว เราก็เกิดความมั่นใจ ตามหลักเหตุปัจจัยนั้นด้วยว่า เรื่องภพหน้าเราไม่ต้องเป็นห่วงอย่างนี้ ถูกเหมือนอย่างพุทธภาษิตที่ว่า ธมฺเม ฐิโต ปรโลกํ น ภาเย (สํ.ส.15/208/59) แปลว่า ตั้งอยู่ในธรรมแล้ว ไม่ต้องกลัวปรโลก นี้เป็นภาษิตบทหนึ่ง ที่บอกให้มั่นใจว่า เมื่อเราทำเหตุดีในชาตินี้แล้วจะต้องหวาดกลัวอะไรกับชาติหน้าเล่า
แม้ในกาลามสูตรก็บอกทำนองนี้ว่า คนที่ทำดีในปัจจุบันชาตินี้แล้ว ก็มีความมั่นใจได้ว่า ฉันไม่กลัวชาติหน้าหรอก ชาติหน้ามีหรือไม่มีฉันไม่ต้องหวั่น เพราะฉันทำความดีจนมั่นใจตนเองแล้วถ้าชาติหน้ามีฉันก็ไปดีแน่

แต่ทีนี้ การที่จะเลยไปถึงจุดที่ปฏิเสธชาติหน้าเสียเลย ก็ล้ำเส้นเกินไป วิธีปฏิบัติที่เหมาะสมสำหรับปุถุชน ซึ่งยังไม่รู้แจ้งโลกและชีวิต เมื่อจะต้องพูดถึงชาติหน้าในแง่ว่ามีจริงหรือไม่มี จะออกมาในทำนองว่าเรื่องชาติหน้านั้นฉันยังไม่รู้ว่ามีจริงหรือไม่มี แต่ฉันก็รู้วิธีที่จะไม่ต้องหวั่นกลัวชาติหน้า เพราะว่าสิ่งทั้งหลาย เป็นไปตามเหตุปัจจัย และเพราะเหตุที่ฉันไม่รู้นี่แหละ ฉันจึงต้องปลอดภัยไว้ก่อน ด้วยการทำดีไว้ เมื่อทำความดีแล้ว ชาตินี้ก็สบายใจชาติหน้าก็มั่นใจไม่ต้องหวั่นต้องกลัว ฉะนั้นคนที่ทำดีในปัจจุบันจึงได้ผลทั้งสองอย่าง คือในปัจจุบันก็ดีสบายไปข้างหน้าก็มั่นใจไม่ต้องกลัวด้วย ก็หมดปัญหา แต่เราไม่ต้องปฏิเสธชาติหน้า เพราะเรายังไม่รู้


ถาม - คำว่า อจินไตย หมายถึงอะไร มีกี่อย่าง
ตอบ - อจินไตย แปลว่าสิ่งที่ไม่พึงคิด คือไม่อาจรู้ได้ด้วยการคิด แลถ้าขืนคิดให้รู้ให้ได้ ก็จะกลายเป็นผู้มีส่วนแห่งความเครียดเป็นบ้าเสียสติไป แต่ที่ว่านี้ไม่ได้หมายความว่าพระพุทธเจ้าห้ามหรอกนะ ท่านเพียงแต่บอกความจริงว่ามันเป็นอย่างนั้น ตามหลักของพระพุทธศาสนานี้ไม่ใช่พระพุทธเจ้าไปห้ามใคร เป็นแต่เพียงบอกว่า ไม่ควรคิด ถ้าคิดแล้วมันจะทำให้ มีส่วนแห่งความวิปริตของจิตเกิดขึ้น คือเมื่อคิดไม่ออก ก็เลยฟุ้งเพ้อไปเลย ฉะนั้นท่านจึงบอกว่าเป็นเรื่องที่ไม่ควรคิด คือ ไม่อาจรู้เข้าใจได้ด้วยการคิด ต้องรู้ประจักษ์ด้วยประสบการณ์ของตนเอง โดยพัฒนาปัญญาให้เกิดขึ้น อจินไตยมี 4 อย่างคือ (องฺ.จตกฺก.21/76/104)

1. พุทธวิสัยคือ เรื่องปัญญาความสามารถของพระพุทธเจ้าว่าเป็นอย่างไร รู้ได้อย่างไร ทำได้อย่างไร เรื่องนี้ก็เป็นธรรมดาอยู่แล้ว ปัญญาของเราไม่ถึงใคร แล้วให้หยั่งรู้ถึงทันเท่าคนนั้น ย่อมคิดไม่ได้ คิดไม่ออก เป็นที่เรื่องที่เห็นๆ กันอยู่เพราะฉะนั้น ปุถุชนจะเข้าใจสิ่งที่พระพุทธเจ้ารู้ หรือคิดเรื่องการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าออกได้อย่างไร ก็ต้องพัฒนาตัวไปจนกว่าจะมีปัญญาอย่างนั้น

2. ฌานวิสัย คือ วิสัยของฌาน จิตนั้นมนุษย์ก็มีอยู่ด้วยกันทุกๆ คน แต่มนุษย์ปุถุชนก็ไม่เคยรู้จัก ไม่เคยเข้าใจธรรมชาติของจิต และการทำงานของจิตของตนเองเลย แม้แต่ความฝัน ตัวเองก็ฝันอยู่ แต่ก็ไม่เข้าใจความฝันนั้น ความรู้เรื่องจิตที่มีอยู่ในตัวเองหรือที่เป็นตัวเองนี้ มีน้อยอย่างยิ่ง ทีนี้ สภาพจิตที่เป็นฌานนั้น เกิดจากสมาธิที่แน่วแน่ถึงขั้นที่เรียกว่า อัปปนา เป็นประสบการณ์ที่เกิดจากการฝึกฝนพัฒนาจิต ยิ่งรู้เข้าใจยากกว่าสภาพจิตสามัญ คนทั่วไปจึงไม่อาจคิดให้รู้เข้าใจได้ เป็นเรื่องที่ต้องฝึกฝนพัฒนาขึ้นมา แต่ก็เป็นสิ่งที่ทุกคนอาจรู้เข้าใจได้ มิใช่ด้วยการคิด แต่ด้วยการทำเอา

3. เรื่องการให้ผลของกรรม เรื่องนี้มนุษย์ปุถุชนคิดอย่างไร ก็ไม่สามารถมองเห็นชัดเจนจนถึงที่สุด เราก็รู้เข้าใจในแง่หลักของความเป็นไป ตามเหตุปัจจัยแล้วก็คิดไปได้ระดับหนึ่ง แต่จะให้คิดมองเห็นโล่งตลอดไปก็ไม่ไหว

4. เรื่องโลกจินตา คือ ความคิดเกี่ยวกับเรื่องของโลกจักรวาล จักรภพ ว่าเกิดขึ้นอย่างไร จะมีการสิ้นสุดหรือไม่ มีขอบเขตถึงไหน เรื่องนี้ philosophers คือ นักปรัชญาทั้งหลายชอบคิด แต่ให้คิดไปเถิด ก็ข้องอยู่นั้นจะคิดให้ออก ก็ไม่ออกหรอก

ถาม - ผมเป็นกุมารแพทย์ เมื่อ 2-3 เดือนก่อน มีคนไข้อายุ 16 ปีเท่านั้น มีท้อง คลอดเด็กออกมามี น.น.600 กรัม เท่านั้น เนื่องจากการทำแท้ง เด็กตาบอด แต่ยังมีชีวิตอยู่ ตัดสินใจไม่ถูกว่าจะทำอย่างไร ผ่านไป 4 ชม. เด็กก็ยังไม่ตายอยู่ได้ เด็กที่มี น.น. เพียง 600 กรัม ถ้ารอดไปก็มีแนวโน้มที่จะมีปัญญาอ่อนสูง หูตาก็บอดแล้ว อีกประเด็นหนึ่งถ้ามองในด้านของจิตใจแล้ว เด็กคงต้องมีคุณภาพชีวิตที่ลำบาก เพราะเกี่ยวกับภาวะเครียด ตั้งแต่แรกเกิดและแม่ก็ไม่ยอมรับว่าจะรับเลี้ยงลูกขนาดนี้ได้หรือไม่ ถ้ามองในแง่ของสังคม ถ้าเขารู้ว่าเขาเกิดมาโดยที่แม่ไม่ต้องการ เด็กจะต้องมีปมด้อยนานัปการ เรามีความรู้อยู่ว่า ถ้ามองไปข้างหน้าแล้ววิบากของเด็กนี่หนักหนาเหลือเกิน เราควรจะช่วยชีวิตให้เขาอยู่ต่อไป ผจญวิบากกรรมของเขาต่อไป หรือควรจะให้เขาไปเกิดใหม่ ให้ได้พ่อแม่ที่ดีกว่านี้ มีชีวิตที่ดีกว่า ผมลำบากใจมากที่จะตัดสินใจ เราก็มีจิตแพทย์มาร่วมด้วยและมีสูติแพทย์ ขาดอยู่อย่างเดียวคือ ขาดพระ ก็เลยขอเรียนถามท่านอาจารย์ว่า ถ้าหากบังเอิญท่านอาจารย์ยืนอยู่แถวนั้นท่านจะตัดสินใจอย่างไร ถ้าเด็กรอดไป ใครจะรับผิดชอบเด็กคนนี้ เราก็ให้การรักษาเต็มที่ ไม่ทราบว่าเด็กจะรอดหรือไม่รอด

ตอบ -ก็เป็นปัญหาการตัดสินใจ เป็นเรื่องที่ยาก การตัดสินใจขึ้นต่อข้อพิจารณาหลายอย่าง ซึ่งบางทีเราก็ยอมรับว่า เรามองเหตุปัจจัยและองค์ประกอบต่างๆ ไม่ทั่วถึง บางทีเราตัดสินใจตอนนี้นึกว่าดีที่สุดแล้ว มั่นใจเหลือเกิน แต่ปรากฏว่า อีกสิบปีข้างหน้าจะเห็นว่าผลการตัดสินใจนี้พลาด เพราะมองไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงในองค์ประกอบบางอย่าง เช่น ในกรณีของการพิจารณาว่าเด็กอย่างนี้ถ้ารอดไปจะเป็นอย่างไร เราก็มองตามสภาพความเจริญของการแพทย์ปัจจุบัน แต่ปรากฏว่าอีกสิบปีข้างหน้าการแพทย์เจริญขึ้น สามารถแก้ไขเด็กอย่างนี้ได้ให้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี ทำให้เกิดความสมบูรณ์ในส่วนนั้นขึ้นมา ก็กลายเป็นมีทางให้เกิดผลดี

เพราะฉะนั้น การตัดสินใจที่ว่าเด็กอย่างนี้รอดไปก็แย่ ต่อไปก็จะเป็นภาระแก่สังคม ชีวิตด้านนอกก็มีแต่ความทุกข์นั้น เป็นการคิดจากพื้นฐานความรู้ประบการณ์และสภาพแวดล้อม ที่เป็นเงื่อนไขอันจำกัดของปัจจุบัน แต่พอไปถึงตอนโน้น ถ้าเกิดความเปลี่ยนแปลงกลายเป็นว่า การแพทย์ช่วยได้ก็เท่ากับว่า เราตัดสินใจพลาดไปเสียแล้ว เด็กคนนั้นก็ตายไปเสียแล้ว ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องที่ยาก

ในเมื่อไม่อาจจะวางข้อวินิจฉัยตายตัวอย่างหนึ่งอย่างเดียวลงไปได้ เราจึงควรมีหลักบางอย่างที่จะทำ ให้ตัดสินใจได้อย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ในกรณีนั้นๆ แค่ไหนก็แค่นั้น จึงได้เคยเสนอไว้ว่าการตัดสินใจต่างๆ ก็อยู่ที่ว่าเราจะต้องพิจารณาด้วยหลัก 2 ประการ คือ ด้วยเจตนาที่ดีที่สุด โดยใช้ปัญญาให้มากที่สุด
1. ปัญญา มีความรู้ความเข้าใจในข้อมูล และเรื่องราวที่เกี่ยวข้อง พรั่งพร้อมที่สุด และพิจารณาเหตุผลข้อดีข้อเสียอะไรต่างๆ อย่างดีที่สุด โดยรอบคอบ
2. เจตนา มีความตั้งใจ ต้องการทำเพื่อประโยชน์แก่เขาอย่างแท้จริง โดยบริสุทธิ์ใจ คือ เจตนาที่ประกอบด้วยเมตตากรุณาโดยแท้นั่นเอง

ถ้าได้องค์ประกอบ 2 อย่างนี้แล้ว เราจะตัดสินใจอย่างไร เราก็บอกกับตัวเองได้ว่าเราทำดีที่สุดแล้ว ต่อจากนั้น ผลจะเกิดอย่างไรเราก็สามารถพูดได้ว่า ตอนที่ตัดสินใจเราทำดีที่สุดของเราแล้ว ตกลงสองอย่างนี้สำคัญมาก คือ
1. ใช้ปัญญาเต็มที่
2. มีเจตนาดีที่สุด

ปัญญากับเจตนา สองอย่างนี้ให้ดีที่สุดเท่าที่มนุษย์ปุถุชนเราจะทำได้ อันนี้ก็จะเป็นหลักไว้
เมื่อพิจารณาดูองค์ประกอบฝ่ายปัญญา 1 องค์ประกอบฝ่ายเจตนา 1 สองอย่างนี้ ก็จะช่วยให้มีเกณฑ์วินิจฉัยดีขึ้น บางทีเราทำด้วยความรู้ แต่เจตนาที่ดีเราไม่มี เราไม่ได้หวังประโยชน์เกื้อกูลแก่เขา อย่างนี้ก็ถือว่ามีความบกพร่องด้านเจตนา หรือมีเจตนาดี แต่ไม่หาข้อมูลไม่ปรึกษาสอบถามค้นหาความรู้ ไม่พิจารณาความจริงให้เพียงพอ ก็ถือว่ามีความประมาท มีความบกพร่องในทางปัญญา แต่ถ้าเราทำเต็มที่แล้ว เราก็มีความมั่นใจ แม้จะไม่สามารถเป็นหลักประกันว่า การตัดสินใจนั้นจะถูกต้อง แต่พูดได้ว่าในวิสัยของปุถุชนเราทำเต็มที่แล้ว

ข้อคิดเห็น คุณหมอกาญจนา ขอแสดงความคิดเห็น คืออยากเรียนตามที่ทราบจากคุณหมออมราว่า มีเด็กบางคนตอนเกิด น.น. 420 กรัม ก็สามารถเลี้ยงให้โตได้ เมื่อมีการตรวจสอบ IQ ก็ปกติ นั่นเป็นตัวอย่างในระดับทั่วไป ส่วนในระดับปัญญาสูง ตามปกติต้องมีน้ำหนักตอนเกิดไม่ต่ำกว่า 2,000 กรัม แต่มีหมอของเราบางคนตอนเกิด น.น. 1,700 กรัม ก็ปรากฏต่อมาว่า มีสติปัญญาเรียนแพทย์ได้แล้วยังสามารถทำผลงานทางวิชาการ ถึงระดับได้เป็นศาสตราจารย์ ฉะนั้น น.น. น้อยอย่างนั้นไม่ได้หมายความว่า จะต้องมีปัญญาอ่อนเสมอไป แล้วก็ที่ว่าแม่ไม่ต้องการลูก ก็มีหลายคนที่เขาอยากได้ลูกบุญธรรมและกำลังมองหาเด็กอยู่

อาจารญ์ ภุมรา ให้กราบเรียนว่า ภาค 2 ต่อเรื่อง ชีวิตสิ้นสุดเมื่อไร

เจริญพร นี่ก็เป็นเรื่องยาก ต้องตกลงกันอีกที สำหรับวันนี้ที่ประชุมก็ได้ใช้เวลามากพอสมควรแล้ว ขออนุโมทนาทุกท่าน ขออวยชัยให้พร ด้วยการที่ทุกท่านมีศรัทธาในธรรมและประกอบกิจที่ดีงาม ที่เรียกว่าเป็นกุศลธรรม คือช่วยเหลือชีวิตเพื่อนมนุษย์ และช่วยบำบัดโรคภัยไข้เจ็บ โยมีไมตรีจิตมิตรภาพต่อกัน ขอคุณพระรัตนตรัยอภิบาลรักษาทุกท่านให้เจริญด้วยจตุรพิธพรชัย มีความเจริญก้าวหน้า รุ่งเรือง ประสบความสำเร็จ มีความร่มเย็นเป็นสุขในธรรมโดยทั่วกันทุกท่าน ตลอดกาลนาน


พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต)


ที่มา..ปาฐกถาธรรม จัดโดย ชุมนุมพุทธธรรมศิริราช
ณ โรงพยาบาลศิริราช เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2536

[ BACK TO LIST]

[Home] [ เพศ] [ครอบครัว] [ ผู้สูงวัย ] [วัยรุ่น] [คุมกำเนิด] [ โรคสตรี ] [กามโรค] [เกย์] [ law ]