บทความเกี่ยวกับ ผู้หญิง ผู้หญิง
คนเป็นคนที่ - 1813 [Date : 14 เม.ย. 2553 ]   
 
หม้ายสาวเปล่าเปลี่ยว
 
วันที่ 14 เม.ย. 2553   โดย อรอนงค์ อินทรจิตร และ นรินทร์ กรินชัย
 
 
หม้ายสาวเปล่าเปลี่ยว
 

สำหรับผู้หญิงในสังคมไทยแล้ว คำว่า เป็นหม้าย อาจฟังดูเป็นสิ่งเลวร้าย คล้ายกับเป็น ตัวผู้ร้าย ที่ไม่มีใครต้องการนั่น เป็นเพราะสังคมไทยได้กำหนดมาตรฐานให้ชีวิตครอบครัวที่ประสบความสำเร็จหมายถึง การอยู่กินกันพร้อมหน้าพร้อมตาสามีภรรยา โดยที่บ่อยๆ ไม่ได้คำนึงว่า คนคู่นั้นๆ จะมีความสุข หรือความทุกข์จากการต้องการอยู่กินด้วยกัน โดยเฉพาะผู้หญิงมากมายทั้งในอดีตและปัจจุบัน ต่างก็พยายามรักษาความคาดหวังของสังคมเอาไว้เพื่อให้ได้ชื่อว่า ประสบความสำเร็จ หรือมีความสุขในชีวิตครอบครัว เพราะการหย่าร้างหรือแยกทางคือเครื่องชี้บ่งทางสังคม ถึงความล้มเหลวในชีวิต

แต่ปัจจุบันผู้หญิงสมัยนี้มากมายเช่นกัน ต่างก็ตระหนักว่า ถ้าหากชีวิตคู่ไม่สามารถเข้าใจ และให้ความสุขตอบสนองต่อความต้องการของกันและกันได้ หรือยิ่งอยู่ก็ยิ่งทุกข์ จึงไม่มีประโยชน์อะไร ที่จะต้องทนต่อไป การหย่าร้างระหว่างหญิงชายปัจจุบันจึงมีอัตราสูงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากส่วนหนึ่ง ผู้หญิงไทยเรียนรู้ที่จะเป็นตัวของตัวเองมากขึ้นและมีความสามารถในการตัดสินใจด้วยตัวเอง มากขึ้นนั่นเอง

ถึงกระนั้น เมื่อผู้หญิงตัดสินใจหย่าขาดจากการใช้ชีวิตคู่แล้ว ก็ไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายที่จะทำใจ หรือไม่หวั่นไหวไปกับการได้ชื่อว่าเป็น "แม่หม้าย" "อยู่คนเดียว" ยิ่งมีลูกที่จะต้องคอยดูแลส่งเสีย ให้เล่าเรียนด้วยแล้ว ล้วนเป็นภาระทั้งทางร่างกายและจิตใจมากมาย ไม่ว่าจะมีลูกเล็กหรือลูกโต ผู้หญิงส่วนใหญ่ก็จะใช้ "ลูก" เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวผูกพัน เป็นหลักในจิตใจว่า "เราต้องอยู่ได้ เพื่อลูกของเรา" แต่ในส่วนลึกๆ แล้วผู้หญิงส่วนใหญ่ก็มักพบว่า ตัวเองเกิดความรู้สึก "เงียบเหงาว้าเหว่เปล่าเปลี่ยวใจ และไขว่คว้าจะได้มีใครสักคนที่สนใจและให้ความรู้สึกดีๆ กับตัวเธอ"

เจ้าความรู้สึกดีๆ นี้ ถ้าจะแยกแยะออกไปแล้ว ก็คงขึ้นอยู่กับปรารถนาในหัวใจของแต่ละคนว่า มีมากน้อยแค่ไหนอย่างไร บ้างก็ว่า แค่มีเพื่อนคุยรู้ใจก็พอแล้ว บ้างก็ว่า อยากได้ความรู้สึกอันอบอุ่น สัมผัสอันอ่อนโยนปลอบประโลมใจ หรือบางคนก็ว่า ต้องการเพียงได้มีใครสักคนที่ห่วงใยเอื้ออาทร บ้างก็ว่าถ้ามีใครสักคนไว้สำหรับคิดถึงก็พอแล้ว แต่ผู้หญิงมากมายเช่นกัน ที่ยอมรับอย่างตรงไปตรงมา ถึงความมีเลือดเนื้อของเธอที่ต้องการความสัมพันธ์ทางเพศ อันเป็นการตอบสนองต่อความต้องการ ทางร่างกายของเธอ !

และอาจเป็นธรรมชาติ อาจเป็นเพียงความเชื่อของคนเป็นจำนวนมาก ที่คิดและเชื่อว่า ไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชาย ถ้าลองได้เคยมีคู่สัมพันธ์มาแล้ว หากมีอันต้องแยกทางไป ต่างฝ่ายต่างก็ต้อง แสวงหาบุคคลที่มาชดเชย สิ่งที่เคยชินและได้ขาดหายไปในชีวิตนี้ ซึ่งในความเป็นบุรุษเพศนั้น การแสวงหาการตอบสนองทางเพศ จากหญิงขายบริการ แต่หากผู้หญิงประพฤติปฏิบัติตนเช่นนั้นบ้าง ก็จะกลายเป็นที่ครหานินทา ผู้หญิงมากมายจึงได้แต่เก็บงำความต้องการในใจของตนเอาไว้ เพื่อให้พ้นจากการถูกพิพากษาโดยผู้คนในสังคม

ถึงกระนั้นผู้ชายมากมาย ก็ฉกฉวยโอกาสเอาจากความ "ด้อยโอกาส" หรือความไม่กล้า ของผู้หญิงส่วนใหญ่ ด้วยการเข้าประชิดติดพันเพื่อความได้เปรียบทางเพศ เนื่องจากคิดว่า เพื่อเป็นการช่วย หรือเป็นการตอบสนองต่อความต้องการทางเพศของผู้หญิงคนนั้น และคิดว่าพฤติกรรมดังกล่าวของตน ไม่ใช่เรื่องเสียหาย ไม่ได้เสียอะไร มีแต่จะได้เพราะผู้หญิง "ขาด" และเขาเป็นฝ่ายให้

อาจจะด้วยผลดังที่ได้กล่าวมานี่เอง ที่ทำให้ "นุช" หม้ายสาวสวยแนะนำกับ "ปุ๊" เพื่อนสาวว่า

การเป็นแม่หม้ายนั้น ไปคบหากับชายใด ถ้าไม่ถูกเอาเปรียบทางเพศ ก็จะกลายเป็นเมียน้อย ของผู้ชายเหล่านั้นไป เพราะฉะนั้นเพื่อจะได้ไม่ต้องตกเป็นเมียน้อยเมียเก็บของใครก็จงไป "เที่ยวผู้ชายขายบริการเสียดีกว่า !"

"ปุ๊" ฟังแล้วอึ้งไป ด้วยความตกใจ แปลกใจและสับสนกับคำพูดของเพื่อนสาวคนนั้น ในขณะที่ "ปุ๊" ยังรู้สึกเหมือนตัวเองหลงวนเวียนอยู่ในกระแสความคิดของผู้คนในสังคม แต่เพื่อนสาวของเธอกลับมีความคิดที่ "ล้ำยุคล้ำสมัย" ของเธอขณะนี้ เธอควรวางตัวสถานใด โดยเฉพาะเมื่อเธอมีประสบการณ์ที่ไม่ดีนักที่ผ่านมา

เมื่อเร็วๆ นี้เอง "ปุ๊" ได้พบกับลูกค้าชายวัยกลางคน หน้าท่าทางดีเป็นที่ถูกใจเธอมาก และทั้งๆ ที่รู้ว่าเขาแต่งงานแล้ว ส่วนเธอเป็นแม่หม้ายวัย 35 ปี หน้าตาดี ตำแหน่งหน้าที่การงานระดับหัวหน้า ทว่ายิ่งได้พบกันเนื่องจากหน้าที่การงานบ่อยเข้า เธอก็ยิ่งหลงใหลคลั่งไคล้เขามากมาย จนต้องเอ่ยปากกับเพื่อนๆ สนิทที่คุ้นเคย ว่าเธอสนใจผู้ชายคนนี้ แล้วเพื่อนสนิทคนหนึ่งก็เจ้ากี้เจ้าการ นัดหมายจะให้เธอไปรับประทานอาหารกับผู้ชายคนนั้น เรียกว่าเป็นแม่สื่อแม่ชัก เพื่อนำให้คนสองคนได้มารู้จักกันมากขึ้น

"ปุ๊" แต่งตัวอย่างงดงาม ปลาบปลื้มใจที่จะได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้ชายที่เธอสนใจ โดยเธอไม่พยายามจะคิดอะไรที่มากไปกว่านั้น นอกจาก "Just a good time!" เธอและเพื่อนสาวคนนั้น ได้ไปนั่งรอเขาในห้องอาหารในโรงแรมมีชื่อแห่งหนึ่ง นั่งรอไป รอไป จนดึกดื่นเขาก็ไม่ปรากฏตัว จากหัวใจที่พองโตค่อยๆ เล็กแฟบลง แล้วเธอก็ร้องไห้กับความอับอายผิดหวัง และเสียหน้า ที่สู้อุตส่าห์มานั่งรอผู้ชายที่มีครอบครัวแล้ว ด้วยความหวังอย่างลมๆ แล้งๆ ว่า เขาจะให้ความสำคัญ ให้เวลากับความเป็นเพื่อนเธอสักนิดหนึ่ง

ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ แม่เพื่อนสาวเจ้ากี้เจ้าการต่อไปโดยการโทรฯ ไปต่อว่าเขาผิดนัด ปล่อยให้ "ปุ๊" นั่งร้องไห้ทั้งคืน โดยที่ฝ่ายชายอึ้งไปไม่พูดอะไร และยิ่งทำให้ความรู้สึกของ "ปุ๊" แย่ลงด้วยความรู้สึกเสียหน้าอย่างยิ่ง หลังจากนั้น "ปุ๊" รู้สึกเข็ดมากกับการที่จะให้ความสนใจกับผู้ชาย ด้วยเกรงจะเสียหน้า แต่เจ้าความเงียบเหงาในจิตใจของเธออีกเช่นกัน ที่ทำให้เธอเร่าร้อน และไม่มีความสงบสุข

ในขณะที่ "นุช" เพื่อนสาวโสดที่เข้าใจความรู้สึกของ "ปุ๊" ได้แนะนำสั้นๆ แต่จริงจังว่า "ถ้าเหงานัก ก็ไปเที่ยวผู้ขายกันเถอะ สมัยนี้ผู้ชายเที่ยวผู้หญิงได้ ผู้หญิงก็เที่ยวผู้ชายได้" ไม่มีข้อผูกพัน เสร็จแล้วก็แล้วกัน ดีกว่าจะมานั่งสนใจคบหากับบรรดาผู้ชายโสดและไม่โสดเหล่านี้ สุดท้ายเราก็จะกลายเป็นเมียน้อยเขาไป !

"ปุ๊" ตะลึงไปกับคำพูดของเพื่อนสาวสุดเปรี้ยวคนนี้ เธอเป็นสาวสวยมีเสน่ห์ แลไม่เคยจะจริงจัง กับผู้ชายคนใดที่เคยอยู่กินกันมา เมื่อไม่พอใจเธอก็เลิกหาใหม่ เปลี่ยนคู่ไปอย่างไม่สนใจ ว่าใครจะนินทาว่าร้ายขนาดไหน "ปุ๊" ไม่แน่ใจว่าเพื่อนพูดเล่นหรือพูดจริง มันมีจริงๆ ด้วยหรือ ที่ผู้ชายจะขายบริการทางเพศ เธออยากได้รับคำยืนยันและเธออยากรู้ต่อไปว่า "มันผิดหรือเปล่า ถ้าเธอจะชดเชยความเงียบเหงาเปล่าเปลี่ยว ด้วยการเที่ยวผู้ชาย !"

แน่นอน !ในสังคมไทยปัจจุบัน ดูเหมือนเราจะมาถึงยุคที่ ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ ไม่ว่ามันจะเกินเลยขอบเขตทางกฎหมาย และศีลธรรมก็ตาม คนไทยสมัยที่เศรษฐกิจรุ่งเรืองยุคนี้ สามารถใช้เงินซื้อได้ทุกอย่างไม่ต่างไปจากหลายประเทศในแถบตะวันตก เพราะฉะนั้น จึงไม่แปลกอะไร ที่เราจะสามารถพบเห็นภาพผู้ชายนุ่งน้อยห่มน้อยหรือไม่นุ่งเลย ยืนเกาะราวไม้ยักย้าย ส่ายตะโพกอยู่บนเวทีท่ามกลางแสงไฟละลานตา เพื่อให้บรรดาลูกค้าของสถานเริงรมย์สำหรับหญิงชาย "ขี้เหงา" เหล่านั้นได้รื่นเริงบันเทิงใจแล้วก็สามารถ "off" ออกไปหาความสำราญทางเพศด้วยกันได้ !

แต่ถ้าจะถาม "ผิดหรือเปล่า ?" ที่หม้ายสาวอย่าง "ปุ๊" จะทำเช่นนั้นบ้างก็คงไม่มีใครตอบได้ว่า เป็นเรื่องผิดหรือถูก เราคงต้องย้อนกลับมาถามตัวเองว่า เราตีคุณค่าของความเป็น "คน" ของตัวเรา โดยไม่ต้องคิดว่า คนที่เราร่วมหลับนอนด้วยนั้นเป็นใครมาจากไหนหรือบางที่ก็เห็นเป็นเรื่องสนุก ที่จะได้ร่วมหลับนอนกันเป็นหมู่ เหมือนหมูเหมือนหมา เพราะว่ามนุษย์เราก็ได้ชื่อว่าเป็น "สัตว์โลก" ประเภทหนึ่งไม่จำเป็นต้องไปถือสากันมากมาย

ฉะนั้น จึงเป็นเรื่องของทัศนคติและความคิดของแต่ละคนว่าจะให้ความสำคัญกับคุณค่า ของความเป็น "มนุษย์" ของตัวเองแค่ไหน ในความเป็นมนุษย์ ที่ได้ชื่อว่าเป็นสัตว์โลก ที่ประเสริฐกว่าสัตว์อื่นๆ มีความคิด มีสติและปัญญา สามารถสร้างสรรค์และเลือกสรรค์สิ่งดีๆ ให้กับตัวเองและสังคมได้ ไม่ใช่สัตว์ที่รู้จักแต่การกิน นอน ถ่ายและสืบพันธุ์เท่านั้น

แน่นอน…ถ้าจะพูดว่า ในความเป็นมนุษย์ก็มีความต้องการทางเพศเช่นกัน ไม่ต่างไปจากสัตว์โลกทั่วไป แต่ที่จะต่างกันออกไประหว่างสัตว์และมนุษย์ก็คือ

" สัตว์นั้นเลือกไม่ได้ คิดไม่เป็น ควบคุมความต้องการทางธรรมชาติไม่อยู่ แต่มนุษย์นั้นสามารถควบคุมอารมณ์ของตนได้ คิดเป็น และสามารถจะเลือกสรรความสัมพันธ์ ที่ถูกต้องเหมาะสม ในขอบข่ายของศีลธรรมและมาตรฐานทางสังคมได้ ! "

อรอนงค์ อินทรจิตร
นรินทร์ กรินชัย

(update 24 เมษายน 2001)


[ ที่มา...หนังสือผู้หญิงกับเซ็กซ์   โดย อรอนงค์ อินทรจิตร และ นรินทร์ กรินชัย]
 
 

URL Link : http://www.elib-online.com/doctors3/family_single01.html

 

     
   


[Home] [โรคเด็ก] [เสพสมให้สมอารมณ์หมาย] [คู่มือเลี้ยงลูก] [คลินิกเด็ก] [ผู้สูงวัย] [ครอบครัว] [คุมกำเนิด] [วัยรุ่น] [เบี่ยงเบน] [กฏหมาย] [สุขภาพจิต] [ผู้หญิง ผู้หญิง] [กามโรค]